คุณรู้จัก ‘เอดส์’ ดีแค่ไหน

คุณรู้จัก ‘เอดส์’ ดีแค่ไหน?

“เอดส์เป็นโรคร้ายแรง ใครเป็นโรคนี้ก็ต้องตายลูกเดียว”

“พวกสำส่อนทางเพศเท่านั้นละที่จะติดโรคอันตรายอย่างนี้”

“เอดส์เป็นโรคภูมิคุ้มกันร่างกายบกพร่อง ใครไม่ดูแลตัวเองดีๆ ก็มีสิทธิตายก่อน”

ไม่ว่าคุณจะรู้จักเอดส์ในแง่มุมไหนก็ตาม คุณอาจจะยังไม่ได้รู้จักมันดีพอในทุกแง่ทุกมุมก็ได้ วันนี้เราจะมาศึกษาถึงโรคร้ายชนิดนี้กัน  ว่าความเป็นจริงแล้วมันร้ายกาจ ‘อย่างที่เราคิด’ หรือร้ายกาจ ‘กว่าที่เราคิด’มากเพียงใด ถ้าพร้อมแล้วตามมาดูไปพร้อมๆกันตอนนี้เลยค่ะ
เอดส์ หรือ AIDS (Acquired Immune Deficiency Syndrome) คือ กลุ่มอาการภูมิคุ้มกันเสื่อม หรือเป็นกลุ่มอาการของโรคที่เกิดขึ้นจากการติดเชื้อไวรัสชนิดหนึ่งที่ชื่อว่า “HIV (Human Immunodeficiency Virus)” ซึ่งเชื้อไวรัสตัวดังกล่าวนี้จะเข้าไปทำลายเม็ดเลือดขาวชนิดที่เรียกว่า CD4 ซึ่งเดิมทีจะเป็นเซลล์เม็ดเลือดที่คอยทำหน้าที่สั่งให้ระบบภูมิคุ้มกันร่างกายต่อสู้กับเชื้อโรคต่างๆ  เพื่อสร้างภูมิคุ้มกันโรคให้แก่ร่างกาย และเมื่อเซลล์เม็ดเลือดขาวชนิด CD4 ถูกทำลายลงไป จนมีจำนวนต่ำกว่า 200 เซลล์ ก็จะส่งผลให้ร่างกายไม่สามารถต่อสู้กับเชื้อโรคต่างๆได้อีกต่อไป  จึงส่งผลให้ร่างกายติดเชื้อโรคต่างๆ ได้ง่ายขึ้นไม่ว่าจะเป็น เชื้อวัณโรคในปอด เชื้อปอดบวม เชื้อไข้หวัดใหญ่ เกิดเยื่อหุ้มสมองอักเสบจากเชื้อรา หรือเป็นมะเร็งบางชนิด ซึ่งทั้งหมดล้วนแต่เป็นหนทางที่นำมาสู่สาเหตุของการเสียชีวิตในที่สุด

รู้จักเอดส์

ภาพจาก : http://yourbusinesstrader.com/usa-pharmacy/uk166.html

เมื่อร่างกายได้รับเชื้อโรคเข้าไปแล้ว เป็นปกติที่ร่างกายของคนเราจะพยายามต่อสู้กับเชื้อโรคเหล่านั้นด้วยการสร้างแอนติบอดีขึ้นมา เชื้อเอชไอวีก็เช่นกัน ทำให้เมื่อเรามีการตรวจร่างกายของคนเหล่านี้ ก็มักจะพบแอนติบอดีที่ร่างกายสร้างขึ้นมาต่อสู้กับเชื้อโรคในปริมาณมาก ซึ่งการมีแอนติบอดีในปริมาณมาก ก็แสดงว่าร่างกายของเราได้รับเชื้อเอชไอวีเข้าไปแล้ว หรืออาจเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า  “มีเลือดบวก (HIV-Positive)” นั่นเอง
แต่ก็ไม่ใช่ว่าทุกคนที่สัมผัสกับเชื้อเอชไอวี จำเป็นจะต้องติดเชื้อชนิดนี้เสมอไป เพราะก็ต้องขึ้นอยู่กับปริมาณเชื้อที่ได้รับ และภูมิต้านทานของผู้สัมผัสในขณะนั้นๆด้วย ซึ่งหากเมื่อใดที่ร่างกายได้รับเชื้อเข้าไปในช่วงเวลาที่กำลังอ่อนแอ  เชื้อเอชไอวีนี้ก็จะค่อยๆคืบคลานข้าไปทำลายระบบภูมิคุ้มกันของเราทีละน้อยๆ ซึ่งจะส่งผลให้ร่างกายอ่อนแอลงเรื่อยๆ  เมื่อมีเชื้อไวรัส เชื้อรา และแบคทีเรียแปลกๆเข้ามาในร่างกาย เราก็จะเกิดอาการเจ็บป่วยได้เร็วกว่าปกติ เนื่องจากภูมิคุ้มกันที่ร่างกายเคยมี ถูกทำลายหมดสิ้นไปแล้วนั่นเอง และเมื่อภูมิคุ้มกันของร่างกายถูกทำลายลงอย่างเสียหายย่อยยับ ก็จะเกิดเป็น ‘โรคเอดส์’ ขึ้นมาในที่สุด

และเนื่องจากโรคนี้เป็นโรคที่จำเป็นต้องใช้เวลานานกว่าที่เชื้อไวรัสตัวร้ายจะลงมือเล่นงานทำร้ายระบบภูมิคุ้มกันในร่างกาย การแสดงออกของอาการจึงช้ากว่าโรคอื่นๆมาก  อย่างไรก็ตาม วิธีการตรวจโรคสามารถทราบได้จากการตรวจเลือด ซึ่งหากต้องการให้ผลที่แสดงออกมาแม่นยำ ควรจะต้องตรวจเลือดภายหลังจากที่มีพฤติกรรมเสี่ยงประมาณ 6 สัปดาห์ขึ้นไป แต่ช่วงเวลาที่ยาวนานขนาดนี้ อาจจะทำให้ผู้ป่วยบางรายหลงลืมที่จะไปตรวจสอบความสมบูรณ์ของร่างกายตนเอง และปล่อยให้เชื้อไวรัชเอชไอวีค่อยๆกัดกินระบบภูมิคุ้มกันโรคไปทีละนิดๆ จนในที่สุด ระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายก็ล่มสลายลง และเวลานั้นละที่คุณจะต้องเผชิญหน้ากันอาการที่เรียกว่า “เอดส์”

โรคเอดส์ถูกค้นพบมาตั้งแต่ในปี พ.ศ. 2524 ซึ่งปัจจุบันพบว่า ผู้ป่วยโรคเอดส์มีการตรวจพบในปริมาณที่เพิ่มขึ้นเรื่อยๆทั่วโลก โดยอาจประมาณได้ว่าตั้งแต่ในอดีตจนถึงปัจจุบัน มีผู้ป่วยที่ต้องเสียชีวิตจากโรคร้ายชนิดนี้ไปแล้วไม่ต่ำกว่า  25 ล้านคน ซึ่งถือว่าเป็นโรครุนแรงที่คร่าชีวิตผู้คนในอัตราที่สูงสุดโรคหนึ่งในบรรดาโรคร้ายทั้งหมดที่คนบนโลกจำเป็นต้องเผชิญหน้ากับมัน

ในปัจจุบัน โรคภูมิคุ้มกันบกพร่องหรือโรคเอดส์นี้ กลายเป็นโรคระบาดที่แพร่กระจายไปทั่วโลก และมีจำนวนผู้ป่วยที่ติดเชื้ิอเอชไอวีไปแล้วทั่วโลกมากกว่า 40 ล้านคน สำหรับพื้นที่ในเขตกรุงเทพฯ ในปี 2558 นี้ คาดว่ามีผู้ติดเชื้อเอชไอวีที่ยังมีชีวิตอยู่ถึง 61,109 คน เสียชีวิต 3,341 คน ผู้ติดเชื้อเอชไอวีที่ได้รับยาต้านไวรัสแล้ว 24,871 คน และมีผู้ติดเชื้อรายใหม่อีก 1,771 คน การเพิ่มจำนวนขึ้นของผู้ป่วยโรคเอดส์ในปัจจุบันนี้ ถือเป็นปัญหาใหญ่ที่ส่งผลกระทบต่อศักยภาพในการพัฒนาประเทศเป็นอย่างมาก ทำให้นักวิชาการหรือองค์กรที่เกี่ยวข้องกับการควบคุมเชื้อโรคดังกล่าว พยายามที่จะหาแนวทางในการป้องกันการขยายปริมาณของจำนวนผู้ป่วย โดยมีจุดประสงค์เพื่อยุติปัญหาโรคเอดส์ ลดปัญหาการติดเชื้อ หรืออัตราการตายของผู้ป่วยโรคดังกล่าวนี้ ส่วนกลุ่มเป้าหมายสำคัญที่จำเป็นต้องให้ความสนใจมากกว่ากลุ่มอื่นๆ ก็คือ กลุ่มชายรักชาย กลุ่มภรรยาที่ติดเชื้อจากสามี กลุ่มผู้ใช้สารเสพติดชนิดฉีด รวทถึงกลุ่มเด็กและเยาวชน ที่ปัจจุบันอาจถูกสภาพแวดล้อมต่างๆ ยั่วยุให้เกิดปัญหาทางเพศและการใช้สารเสพติดได้ง่ายขึ้น

ปัญหาที่เคยมีดังกล่าวจะลดลง หากได้รับความร่วมมือจากทางภาครัฐ เอกชน และประชาชนทุกคนที่พร้อมจะร่วมมือกันเพื่อป้องกันและแก้ไขปัญหาเอดส์อย่างจริงจัง ทั้งนี้ ก็เพื่อให้ประเทศชาติสามารถก้าวเดินต่อไปข้างหน้าอย่างมั่นคงสืบไป