ทำอย่างไรเมื่อคนใกล้ตัวเป็น ‘เอดส์’

เป็นคำถามที่คาใจหลายคนเสมอมาว่า “หากเราจำเป็นต้องใช้ชีวิตร่วมกันกับผู้ป่วยโรคเอดส์ จะมีอะไรบ้างที่เราควรทำ หรือมีอะไรบ้างที่เราห้ามทำ เพื่อที่จะสามารถใช้ชีวิตอยู่กับพวกเขาได้อย่างมีความสุขมากที่สุด”

ต้องทำความเข้าใจก่อนว่า การป่วยเป็นโรคเอดส์นั้นมีหลายระยะ เพราะฉะนั้นผู้ป่วยโรคเอดส์ในระยะแรกๆที่ได้รับการรักษาตั้งแต่เริ่มรู้ตัวว่าได้รับเชื้อ จึงเป็นบุคคลที่ไม่แตกต่างอะไรก็บุคคลธรรมดาทั่วไปเลย เพียงแต่พวกเขาจำเป็นต้องได้รับยาต้านเชื้อไวรัสเอดส์อย่างสม่ำเสมอ และอยู่ภายใต้การดูแลของแพทย์เป็นระยะๆ เพื่อตรวจตราความปลอดภัยของร่างกายอย่างสม่ำเสมอ

เป็นเอดส์

ภาพจาก : http://swiftaudiology.com/patient-stories/

   ผู้ติดเชื้อเอชไอวีไม่ได้จะสามารถแพร่เชื้อสู่บุคคลอื่นๆได้ง่าย เพราะฉะนั้น การอาศัยอยู่ในบ้านหลังเดียวกัน หยอกล้อเล่นกัน รับประทานอาหารร่วมโต๊ะกัน ใช้อุปกรณ์หรือเครื่องใช้ในบ้านร่วมกัน หรือแม้แต่การนอนบนเตียงเดียวกัน ก็ไม่ได้เป็นการทำให้เชื้อโรคแพร่กระจายออกไปแต่อย่างใด หากคุณไม่ได้มีเพศสัมพันธ์อย่างไม่ปลอดภัยร่วมกัน เพราะฉะนั้น จึงวางใจได้เลยว่าการพูดคุยหรือทำกิจกรรมต่างๆร่วมกับผู้ป่วยเอดส์ ไม่ได้เป็นอันตรายร้ายแรงต่อคุณอย่างแน่นอน ในทางกลับกัน ยังมีผลให้ผู้ป่วยเอดส์คนนั้นๆ รู้สึกดีขึ้นมาเสียอีกที่มีคนมาดูแลเอาใจใส่ และไม่รู้สึกรังเกียจในโรคที่พวกเขาเป็น การที่ผู้ติดเชื้อมีกำลังใจเช่นนี้ ย่อมช่วยต่อลมหายใจให้เขาสามารถใช้ชีวิตอยู่บนโลกมนุษย์ได้นานมากไปกว่าเดิม

   อย่างไรก็ตาม เพื่อทำให้เกิดความแน่ใจว่า คุณนั้นสามารถป้องกันการแพร่กระจายของเชื้อเอชไอวีได้อย่างแน่นอนที่สุด อาจจะต้องปฏิบัติตนตามข้อแนะนำดังต่อไปนี้ เพื่อให้ทั้งคุณและผู้ติดเชื้อเกิดความสบายใจมากยิ่งขึ้น ว่าเชื้อร้ายตัวนี้จะไม่มีทางแพร่ถึงกันอย่างเด็ดขาด

  • ล้างมือทุกครั้งหลังการใช้ห้องน้ำห้องส้วม และก่อนการเตรียมอาหาร
  • สวมถุงมือทุกครั้งที่ต้องทำความสะอาดเลือดและของเหลวอื่นๆจากผู้ติดเชื้อเอชไอวี โดยขั้นตอนในการทำความสะอาดนั้น ควรเริ่มต้นจากการทำความสะอาดพื้นที่นั้นด้วยกระดาษเช็ดมือก่อน จากนั้นจึงล้างด้วยสบู่ ตามมาด้วยการฆ่าเชื้อด้วยน้ำยาฟอกขาวหรือน้ำยาบลีช และปิดท้ายด้วยการเช็ดพื้นที่นั้นให้แห้งอีกครั้งด้วยกระดาษเช็ดมือที่สะอาด
  • การซักล้างผ้าปูที่นอน ผ้าเช็ดตัว และเสื้อผ้าของผู้ป่วยโรคเอดส์ ที่เปื้อนเลือดหรือสารคัดหลั่งอื่นๆของร่างกาย ควรจะแยกออกจากการซักโดยปกติ
  • หากเริ่มรู้ตัวว่าร่างกายอยู่ในช่วงเวลาที่อ่อนแอ เช่น เป็นหวัด มีไข้ เป็นอีสุกอีใส หรือป่วยเป็นโรคต่างๆ ควรพยายามหลีกเลี่ยงการจูบและการสัมผัสอย่างใกล้ชิดกับผู้ป่วยโรคเอดส์ไปก่อนสักพัก  เนื่องจากช่วงเวลานี้เป็นช่วงเวลาที่ภูมิต้านทานของร่างกายกำลังอ่อนแอ และมีโอกาสที่ร่างกายของคุณจะได้รับเชื้อได้ง่ายกว่าภาวะปกติ

นอกเหนือจากการใช้ชีวิตทั่วๆไปแล้ว คุณสามีหรือภรรยาบางท่านที่มีคู่ชีวิตเป็นผู้ติดเชื้อเอชไอวี อาจจะมีความสงสัยว่า เขาหรือเธอนั้นจะยังคงสามารถแสดงความรักด้วยการมีเพศสัมพันธ์กับผู้ป่วยได้หรือไม่ ซึ่งคำตอบของคำถามนี้น่าจะช่วยให้คุณรู้สึกดีขึ้นได้ เพราะแม้ว่าคู่รักร่วมชีวิตของคุณจะต้องโชคร้ายตกเป็นเหยื่อของไวรัสเอชไอวี แต่คุณก็ยังสามารถมีความสัมพันธ์ทางเพศกับสามีหรือภรรยาของคุณได้อยู่ เพียงแต่ต้องมีการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมในการมีเพศสัมพันธ์บ้างบางอย่าง เพื่อให้มั่นใจว่าคุณจะปลอดภัย และไม่ได้รับเชื้อร้ายจากคู่รักของคุณอย่างแน่นอน

วิธีการที่ว่านี้ ก็คือ ‘การใข้ถุงยางอนามัย (Condom)’ ‘แผ่นแดม (Dam)’ และ ‘สารหล่อลื่นที่ใช้น้ำเป็นส่วนประกอบหลัก (Water based lubricant)’ ทุกครั้งที่คิดจะมีเพศสัมพันธ์ อุปกรณ์ต่างๆเหล่านี้สามารถช่วยป้องกันเชื้อไวรัสเอชไอวีที่อยู่ในเลือด ในน้ำอสุจิ หรือของเหลวในช่องคลอดของผู้ที่ติดเชื้อ ไม่ให้ไปปะปนกับคู่นอนของคุณได้ หากมีการป้องกันก่อนมีเพศสัมพันธุ์ทุกครั้ง ก็ย่อมช่วยให้คุณรู้สึกปลอดภัยมากยิ่งขึ้นอย่างแน่นอน ส่วนการมีเพศสัมพันธ์ทางปาก หรือ Oral sex ก็เป็นอีกแนวทางหนึ่งที่คุณสามารถทำได้แม้ติดเชื้อเอชไปวี เนื่องจากการมีเพศสัมพันธ์ด้วยวิธีนี้ มีโอกาสน้อยมากในการแพร่เชื้อเอชไอวีจากคนหนึ่งสู่อีกคนหนึ่ง นอกเสียจากว่าคู่นอนของคุณจะมีรอยแผลในปาก หรือเพิ่งผ่านการทำฟันที่ทำให้เกิดบาดแผลในปากมา ซึ่งก็อาจจะมีความเสี่ยงที่จะได้รับการถ่ายทอดเชื้อไวรัสได้ อย่างไรก็ตาม การใช้ถุงยางอนามัยและแผ่นแดม ก็ยังถือเป็นวิธีการป้องกันที่ปลอดภัยที่สุดหากคุณคิดจะมีเพศสัมพันธ์ทางปาก ในขณะที่ การจูบ กอด ลูบคลำ หรือการสำเร็จความใคร่ด้วยตัวเอง ถือเป็นแนวทางการมีเพศสัมพันธ์ที่ปลอดภัยมากที่สุด หากคุณเกรงกลัวว่าการมีเพศสัมพันธ์ทางปากหรือการสอดใส่จะอันตรายมากเกินไป วิธีนี้ก็เป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่ทำให้คุณมีความสุขกับคู่รักของคุณได้ไม่แตกต่างกัน

            การมีจิตสำนึกหรือความรู้สึกผิดชอบชั่วดีกับคู่สามีภรรยาของตัวเอง หรือแม้กระทั่งคนอื่นๆรอบตัว ถือเป็นสิ่งที่สำคัญเป็นอย่างมาก เพราะบุคคลเหล่านี้ จะต้องเป็นคนที่ทำหน้าที่ดูแลคุณไปตลอดชีวิต การพยายามป้องกันไม่ให้เชื้อเอชไอวีแพร่จากตนเองไปสู่บุคคลรอบข้าง จึงเป็นความสำคัญอันดับแรกที่คุณควรตระหนักไว้ในใจเสมอ หากสามารถทำได้ คุณเองก็จะสามารถใช้ชีวิตอย่างมีความสุขได้ ไม่ต่างอะไรกับคนธรรมดาทั่วไปเลย