โรคเอดส์…รู้ไวรักษาได้ทัน

อย่างที่รู้กันดีว่าเอดส์” เป็นโรคร้ายที่เกิดจากเชื้อไวรัส ที่เข้าไปทำลายระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายและทำให้ร่างกายเกิดความเสี่ยงต่อการติดเชื้อฉวยโอกาส และเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้ผู้ป่วยโรคเอดส์เสียชีวิตหรือถึงแก่ความตาย การตรวจวินิจฉัยโรคเอดส์จึงจำเป็นต้องทำด้วยความละเอียดถี่ถ้วน และมีมาตรฐานที่เป็นไปในทางเดียวกัน เพื่อให้ผู้ป่วยโลกเอดส์ทุกคนได้รับการรักษาและเยียวยาอาการป่วยอย่างถูกวิธี ดังนั้น องค์การอนามัยโลกจึงได้นิยามวิธีการในการวินิจฉัยโรคเอดส์ขึ้นมาใหม่ ทั้งนี้ก็เพื่อสื่อสารความเข้าใจให้ตรงกัน และทำให้เกิดประโยชน์ในการวินิจฉัย และการรักษาโรคร้ายชนิดนี้ให้ได้มากที่สุดนั่นเอง

หลักเกณฑ์ในการวินิจฉัยผู้ที่ติดเชื้อเอชไอวีหรือผู้ป่วยโรคเอดส์ ที่มีอายุตั้งแต่ 18 ปีขึ้นไป จะใช้หลักเกณฑ์ในการตรวจโรคโดยการ  ตรวจ ‘ภูมิ antibody ที่ต่อต้านเชื้อโรคเอดส์’ ซึ่งจะต้องพบถึง 2 ครั้ง ด้วยวิธีการที่แตกต่างกัน เพื่อยืนยันผลความถูกต้อง หรืออาจทำโดยการตรวจ ‘เชื้อโรคเอดส์ในเลือด (HIV-RNA or HIV-DNA)’ และจำเป็นต้องมีการยืนยันผลอีกครั้งเช่นกัน แต่สำหรับในกรณีที่เป็นเด็ก ที่มีอายุน้อยกว่า 18 ปี การวินิจฉัยโรคเอดส์จะใช้เพียงแค่การตรวจ ‘เชื้อโรคเอดส์ในเลือด (HIV-RNA or HIV-DNA)’ ซึ่งมีการตรวจยืนยันผลอีกครั้งเท่านั้น และจะไม่ใช้วิธีการตรวจ ‘ภูมิ antibody ที่ต่อต้านเชื้อโรคเอดส์’ มาใช้เป็นเครื่องมือยืนยันการวินิจฉัยโรคชนิดนี้

รักษาเอดส์

ภาพจาก : http://abcnews.go.com/Health/uk-doctor-id-hiv-diabetes/story?id=23349162

          สำหรับการวินิจฉัย ‘Primary infection’ ของโรคเอดส์ ได้รับคำนิยามจากองค์กรควบคุมโรคติดต่อของประเทศอเมริกา (CDC)ไว้ดังต่อไปนี้ กล่าวคือPrimary infectionเป็นการติดเชื้อโรคเอดส์ที่เกิดขึ้นในทารก เด็ก หรือผู้ใหญ่ ซึ่งอาจจะมีหรือไม่มีอาการในกลุ่ม acute retroviral syndrome เช่น มีไข้หลังจากได้รับเชื้อเป็นเวลา 2-4 สัปดาห์ ต่อมน้ำเหลืองโต เจ็บคอ มีแผลที่ปากหรืออวัยวะเพศ เยื่อหุ้มสมองอักเสบ และพบการติดเชื้อฉวยโอกาส แต่ที่สำคัญก็คือ การตรวจพบภูมิ antibody ต่อโรคเอดส์หรือตรวจพบเชื้อโรคเอดส์(HIV-RNA or HIV-DNA) โดยที่ตรวจไม่พบภูมิ

ในขณะที่ โรคเอดส์ชนิด ‘advance (advanced HIV infection)’ ก็จะมีการวินิจฉัยโรคของผู้ป่วยที่แตกต่างกันออกไป ซึ่งการติดเชื้อเอดส์ในช่วงนี้จะได้รับการวินิจฉัยว่า เป็นโรคเอดส์ในระยะที่ 3 หรือ 4 โดยมีค่า CD4 เป็นดัชนีชี้ความก้าวหน้าของการติดเชื้อ อย่างไรก็ตาม ค่า CD4 จะแปรผันกันไปตามช่วงอายุ ดังต่อไปนี้

  • ผู้ใหญ่ จะมี CD4 < 350 cell/mmm
  • เด็กที่มีอายุน้อยกว่า 12 เดือน จะมี CD4 < 30 cell/mmm
  • เด็กที่มีอายุ 12–35 เดือน จะมี CD4 < 25 cell/mmm
  • เด็กที่มีอายุ 36–59 เดือน จะมี CD4 < 20 cell/mmm

หลังจากที่ตรวจภูมิ antibody ต่อโรคเอดส์ หรือตรวจพบเชื้อโรคเอดส์(HIV-RNA or HIV-DNA) แล้ว ผู้ป่วยเหล่านั้นก็จะต้องถูกรักษาเพื่อทำให้สามารถดำเนินชีวิตบนโลกใบนี้ต่อไปได้ ซึ่งก่อนที่ผู้ป่วยแต่ละคนจะได้รับการรักษานั้น ก็ต้องผ่านการประเมินความรุนแรงของการเป็นโรคเอดส์ก่อนที่จะเข้ารับการรักษา เพื่อตรวจหาระดับอาการในผู้ป่วยแต่ละคน โดยความแตกต่างของระดับอาการก็จะเหมาะสมต่อการรักษาหรือการให้ยาในระดับที่แตกต่างกันไป หากสามารถรักษาได้ตรงจุด และพอเหมาะพอดีกับอาการที่ผู้ป่วยคนนั้นเป็น โอกาสที่จะหายได้เร็วหรือมีชีวิตอยู่ได้นานมากยิ่งขึ้น ก็ย่อมจะมีมากขึ้นอย่างแน่นอน

การประเมินความรุนแรงหรือระยะของโรค จะเป็นประโยชน์ในการประเมินผลทั้งก่อนการรักษาและหลังการรักษาเพื่อติดตามผลของอาการ และเพื่อใช้เป็นเกณฑ์ในการตัดสินใจให้ยาต้านไวรัสหรือยาชนิดอื่นๆ ที่จะช่วยป้องกันการติดเชื้อฉวยโอกาส ซึ่งเป็นสาเหตุสำคัญของการเสียชีวิตของโรคขนิดนี้

การประเมินความรุนแรงของโรค สามารถแบ่งออกได้เป็น 4 ระดับ ตามเกณฑ์องค์การอนามัยโรค WHO ได้แก่

เกณฑ์ความรุนแรง อาการของผู้ป่วยโรคเอดส์
1 ไม่มีอาการ
2 มีอาการน้อย
3 มีอาการโรคเอดส์ Advanced symptoms
4 มีอาการรุนแรง Severe symptoms

 

ผู้ป่วยที่ติดเชื้อโรคเอดส์ จะมีการตอบสนองของเซลล์ CD4 ที่แย่ลง ยิ่งเชื้อไวรัสนี้เข้าไปทำลายภูมิคุ้มกันของร่างกายมากเท่าไร เซลล์ชนิดนี้ก็จะลดจำนวนลงมากเท่านั้น อย่างไรก็ตาม หากผู้ป่วยเริ่มรู้ตัวว่าได้ติดเชื้อเอชไอวีไปแล้ว และเข้ามารับการรักษาได้ทัน ก็จะสามารถเพิ่มปริมาณของเซลล์ CD 4 ได้ แต่อย่างที่บอกไปก่อนหน้านี้ ว่า เซลล์ CD4 จะมากขึ้นหรือน้อยลงนั้นมีปัจจัยสำคัญในด้านของอายุด้วย หลังจากการตรวจเลือดเพื่อหาปริมาณของเซลล์ CD4 แล้ว แพทย์ก็จะนำไปใช้เปรียบเทียบกับช่วงอายุ เพื่อวินิจฉัยระดับของอาการป่วยด้วย

การวิเคราะห์หาจำนวนเซลล์ CD4 จะช่วยในการตัดสินใจของแพทย์ เพื่อกำหนดยาที่เหมาะสมในการรักษาหรือป้องกันการเป็นโรคติดเชื้อฉวยโอกาส โดยหากพิจารณาแล้วว่าผู้ป่วยยังมีอาการน้อยก็อาจจะยังไม่สมควรได้รับยารักษาโรคเอดส์ ในขณะที่ ผู้ป่วยที่มีความรุนแรงในระดับ advance หรือ severe จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องได้รับยาต้านไวรัสในระดับที่เหมาะสม ทั้งนี้ก็เพื่อช่วยทำให้อาการของผู้ป่วยดีขึ้นนั่นเอง

โรคเอดส์อาจจะเป็นโรคที่น่ารังเกียจในสายตาของคนทั่วไป แต่ในสายตาของแพทย์แล้ว การรีบเข้ามารักษา และสามารถทำให้ผู้ป่วยคนนั้นฟื้นตัวจากความเจ็บป่วยได้ ถือเป็นความสำเร็จที่ทำให้วงการการแพทย์มีความเจริญก้าวหน้ามากกว่าที่เคยเป็น