คลังเก็บหมวดหมู่: ข่าวสารต่างๆ

ความหวังใหม่ วัคซีน HIV กำจัดเอดส์ภายในปี 2030

การกำจัดโรคเอดส์ให้หมดไปภายในปี 2030 ตามเป้าหมายของสหประชาชาติ อาจจะฟังดูเป็นสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ แต่วิทยาการทางการแพทย์ในปัจจุบันได้ก้าวหน้าไปมาก จนทำให้ฝันนี้อาจเป็นจริงได้ โดยเฉพาะการผลิตวัคซีนป้องกัน HIV ที่ปีนี้เริ่มมีการทดลองในคนอย่างจริงจังแล้ว

หากจะมีอาวุธทางการแพทย์ใดที่เป็นความหวังสูงสุดในการป้องกันและควบคุมการระบาดของไวรัส HIV สิ่งนั้นก็คงจะเป็นวัคซีนต้าน HIV เพราะการป้องกันการติดเชื้อตั้งแต่ต้น ย่อมง่ายและมีประสิทธิภาพกว่าการรักษาโรค แต่ในช่วงหลายสิบปีที่โรคเอดส์แพร่ระบาด ยังไม่มีใครสามารถคิดค้นวัคซีนที่มีประสิทธิภาพพอในการป้องกันโรคร้ายแรงนี้ได้

ในปี 2009 ที่ผ่านมา มีการทดสอบวัคซีนต้านไวรัส HIV ในไทย ซึ่งได้ผลในการป้องกันโรคประมาณร้อยละ 31.2 ในช่วงเวลา 3 ปีครึ่งของการติดตามผลหลังการให้วัคซีน แม้จะได้ผลไม่เป็นที่น่าพอใจนัก แต่ก็ถือว่าเป็นความสำเร็จก้าวใหญ่ของการต่อสู้กับโรคเอดส์

อ่านเพิ่มเติม

ยารักษาเอดส์ตัวใหม่อาจขจัดเชื้อ HIV ออกจากร่างกายได้ 100%

ทีมนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยในสหราชอาณาจักร 5 แห่ง กำลังทดสอบวัคซีนรักษาโรคเอดส์กับผู้ป่วยจำนวน 50 คน ตอนนี้กระบวนการทดสอบยังอยู่ในช่วงเริ่มต้น แต่ Mark Samuels กรรมการผู้อำนวยการของสถาบัน National Institute for Health Research Office for Clinical Research Infrastructure ก็ออกมาให้สัมภาษณ์ว่า “คืบหน้าไปด้วยดี”

wddlvrn
การรักษาเอดส์ในปัจจุบัน anti-retroviral therapies (Art) สามารถรักษาได้เฉพาะ T-cell ที่ติดเชื้อ HIV แต่ยังทำงานได้อยู่ แต่ไม่สามารถตรวจจับและรักษา T-cell ที่หยุดเติบโตได้
ส่วนการรักษาแบบใหม่แยกการรักษาเป็น 2 ขั้นตอน ขั้นแรกคือมีวัคซีนที่ช่วยให้ร่างกายแยกแยะเซลล์ที่ติดเชื้อไวรัส เพื่อกำจัดออกจากร่างกาย ส่วนขั้นที่สองเป็นยาตัวใหม่ชื่อ Vorinostat สามารถกระตุ้น T-cell ที่หยุดเติบโตแล้ว เพื่อให้ระบบภูมิคุ้มกันตรวจจับเจอ วิธีการรักษาแบบใหม่สามารถทำลายไวรัส HIV ทั้งหมดที่มีอยู่ในร่างกายได้
ผลการทดสอบกับชายวัย 44 ปี หนึ่งในกลุ่มตัวอย่าง ระบุว่าเขา “ใกล้หาย” แล้ว การทดสอบเลือดครั้งล่าสุดไม่พบไวรัสอีกแล้ว ถ้าผลการทดสอบสำเร็จตามคาด เขาจะกลายเป็นมนุษย์คนแรกที่หายจากโรคเอดส์

ที่มา – Sunday Times, Telegraph, Gizmodo ภาพโดย CDC จาก Wikipedia
บทความไทย – blognone.com

20 คำถามก่อนบริจาคเลือด

แม้ว่าการบริจาคเลือดจะทำให้ผู้บริจาครู้สึกติ อิ่มเอมใจที่ได้ทำกุศล เพราะได้แบ่งปันและช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน แต่ก็ใช่ว่าทุกๆ คนสามารถไปบริจาคเลือดได้ เพราะว่าการบริจาคเลือดนั้นคุณต้องเสียเลือดในร่างกายจำนวนไม่น้อย ซึ่งอาจส่งผลข้างเคียงต่อสุขภาพของคุณเองหลังบริจาคได้เหมือนกัน หรือในทางตรงกันข้ามหากว่าเลือดของคุณไม่สมบูรณ์และอาจมีเชื้อโรคก็อาจทำให้ผู้ที่ได้รับเลือดของคุณติดเชื้อที่อยู่ในเลือดของคุณตามไปด้วย แต่เมื่อมีความตั้งใจจะบริจาคแล้ว มีคำถาม 20 ข้อ ที่คุณต้องตอบตัวเองก่อนว่าสภาพร่างกายของคุณพร้อมแล้ว หรือเลือดของคุณพร้อมที่จะมอบเพื่อต่อชีวิตผู้อื่นได้อย่างปลอดภัยหรือไม่ ดังนี้

บริจาคเลือด

1. สุขภาพสมบูรณ์พร้อมที่จะบริจาคเลือด อายุระหว่าง 17-60 ปี

2. นอนหลับเพียงพอไม่น้อยกว่า 6 ชั่วโมง

3. มีอาการท้องเสีย ท้องร่วงภายใน 7 วันก่อนบริจาคเลือดหรือไม่ เพราะผู้บริจาคจะอ่อนแอรับประทานไป ส่วนผู้รับเลือดอาจได้รับเชื้อที่มากับเลือดได้ด้วย

4. ใน 3 เดือนที่ผ่านมา มีอาการน้ำหนักลดโดยไม่ทราบสาเหตุ ซึ่งอาจมีสาเหตุจากโรคเบาหวาน ธัยรอยด์เป็นพิษ เครียด วิตกกังวล ก็ไม่ควรบริจาคเลือด

5. ภายใน 3 วันก่อนบริจาคเลือด คุณรับประทานยาแอสไพริน ยาคลายกล้ามเนื้อ หรือยาแก้ปวดข้อหรือไม่ เพราะอาจทำให้มีเกล็ดเลือดผิดปกติได้ เลือดแข็งตัวช้า บวมช้ำง่าย เลือดที่บริจาคไปก็จะไม่มีคุณภาพ

อ่านเพิ่มเติม

คิดยารักษาเอดส์สำเร็จ! สร้างภูมิต้านทานให้ผู้ป่วย

อย่างที่เรารู้กันดีอยู่แล้วว่าโรคเอดดส์เป็นโรคที่คร่าชีวิตประชากรนับร้อยล้านคน ซึ่งเกิดจากเพศสัมพันธ์สำส่อนและการขาดการป้องกันที่ถูกต้อง ล่าสุดมีข่าวที่น่าสนใจของคนทั่วไป เมื่อทีมนักวิจัยในสหรัฐฯ ได้พัฒนายาบำบัดเชื้อเอชไอวีด้วย Monoclonal Antibody ที่ช่วยกำจัดเชื้อไวรัสเอชไอวีได้อย่างมีประสิทธิภาพ และที่สำคัญ บาตัวนี้ได้ผ่านการทดสอบขั้นแรกแล้วในสหรัฐแล้ว

ผู้สื่อข่าวสำนักข่าววีโอเอภาคภาษาไทยกรุงวอชิงตัน รายงานว่า การบำบัดเชื้อเอชไอวี ด้วยโมโนโคลนัล แอนติบอดี้ที่เรียกว่า VRCO1 เป็นการบำบัดแอนติบอดี้แบบใหม่ที่ พัฒนาขึ้นจากความก้าวหน้าด้านชีววิศวกรรมการแพทย์ สารโมโนโคลนอล แอนติบอดี้ (monoclonal antibody) มีลักษณะที่คล้ายกับแอนติบอดี้ที่สร้างขึ้นโดยระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายคนเรา ซึ่งเป็นโปรตีนที่ ทำหน้าที่ทำลายเชื้อโรคที่เข้าสู่ร่างกาย แต่ยาโมโนโคลนอล แอนติบอดี้ จะมีตัวแอนติบอดี้ที่ต่างกันไป โดยทีมนักวิทยาศาสตร์ออกแบบให้ทำหน้าที่ ในการทำลายเชื้อโรคใดเชื้อโรคหนึ่งในเป้าหมายเท่านั้น

044-660x330

ปัจจุบัน สารโมโนโคลนอล แอนติบอดี้ รวมไปถึงยาต่างๆ ที่ออกแบบให้ไปกดระบบภูมิคุ้มกัน ในผู้ป่วยที่เป็นโรคแพ้ภูมิคุ้มกันตัวเอง ตลอดจนยาที่ช่วยกระตุ้นให้ระบบภูมิต้านทานร่างกาย ตามธรรมชาติเข้มเเข็งขึ้นเพื่อต่อสู้กับมะเร็ง ในขณะที่การใช้ยาสารโมโนโคลนอล แอนติบอดี้เหล่านี้ อาจจะไม่ช่วยให้ผู้ป่วยหายจากโรคเสมอไป แต่ในหลายๆ กรณีก็มีผลให้พัฒนาการของโรคเกิดช้าลง

อ่านเพิ่มเติม

วัคซีนป้องกันโรคเอดส์กำลังจะถูกทดสอบในมนุษย์เป็นครั้งแรก

ดอกเตอร์โรเบิร์ต แกลโล (Robert Gallo) นักวิจัยชีวการแพทย์ผู้ซึ่งนำทีมวิจัยศึกษาสาเหตุของโรคเอดส์ ในปี 1984  เขามีชื่อเสียงจากการค้นพบว่าไวรัส HIV เป็นสาเหตุหลักของโรคระบาดที่ทำให้อ่อนกำลังอย่างเอดส์ จนถึงปัจจุบันนี้ ยังไม่มีวิธีการจัดการกับไวรัส HIV อย่างไรก็ตาม หลังจาก 30 ปีของการค้นพบนั้น ดอกเตอร์แกลโลก็ยังไม่ได้หยุดการค้นคว้าวิจัยที่จะต่อสู้กับไวรัสตัวนี้ ปัจจุบันนี้เขาเป็นถึงผู้อำนวยการสถาบันวิจัยไวรัสวิทยามนุษย์ (IHV) และเขากำลังจะเริ่มการทดสอบทางคลินิกครั้งแรกสำหรับวัคซีนโรคเอดส์ซึ่งเป็นโครงการที่วิจัยมากว่า 15 ปีแล้ว

การแสวงหาวัคซีนที่จะต่อสู้กับไวรัส HIV และโรคเอดส์นั้นมีมานานกว่าสิบปีแล้ว วัคซีนประกอบไปด้วยจุลินทรีย์ซึ่งติดเชื้อได้ในรูปถูกทำให้อ่อนแอลงหรือโปรตีนบนพื้นผิวของจุลินทรีย์เหล่านั้น วัคซีนได้กลายมาเป็นอาวุธที่มีประสิทภาพสูงมากที่สุดในการต่อสู้กับเชื้อแบคทีเรียและโรคที่เกิดจากไวรัสมากมาย โรคฝีดาษได้ถูกกำจัดออกจากโลกใบนี้ด้วยการค้นพบของวัคซีนซึ่งได้ช่วยกว่าล้านชีวิตในตอนนั้น อย่างไรก็ตามเชื้อไวรัส HIV ยังคงไม่มีวัคซีนไหนที่สามารถต่อสู้ได้

171044057

photo credit: Sean Locke Photography/Shutterstock.

ตอนนี้สถาบันวิจัย IHV ในเมืองบอลติมอร์ รัฐแมรี่แลนด์ กำลังหวังว่าการทดลองทดสอบวัคซีนครั้งนี้จะสำเร็จ ระบบภูมิคุ้มกันมนุษย์ดูเหมือนจะไม่สามารถต่อสู้กับการติดเชื้อจากไวรัส HIV ได้ ดังนั้นจึงยังไม่เคยมีใครหายจากการติดเชื้อนี้เลย ยกเว้น หนึ่งเคสในอดีต  เป็นอะไรที่ท้าทายมากในการคิดค้นวัคซีนนี้ เนื่องจากว่าไวรัส HIV มีความสามารถในการกลายพันธุ์ได้อย่างรวดเร็วและหลบหนีจากระบบภูมิคุ้มกันได้

อ่านเพิ่มเติม

หลากหลายคำถามที่คุณควรรู้เกี่ยวกับเอชไอวีและเอดส์

หลายคนมักเรียกผู้ติดเชื้อ HIV ว่า ติดเอดส์ ซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่ถูกต้อง ที่ถูกต้องคือ ติดเชื้อเอชไอวี สิ่งที่เราต้องทำความเข้าใจเป็นอันดับแรกคือเอดส์กับเอชไอวีต่างกันอย่างไร?

เอชไอวี คือ เชื้อไวรัส ที่เป็นสาเหตุนำไปสู่ โรคเอดส์ (AIDS) ส่วนใหญ่คนที่ติดเชื้อเอชไอวีมักไม่มีอาการป่วย

เอดส์ (AIDS) คือ ชื่อที่ใช้เรียกกลุ่มโรคที่เป็นผลมาจากเชื้อเอชไอวี โดยเชื้อเอชไอวีจะเข้าไปทำลายระบบภูมิคุ้มกันของร่างกาย ทำให้ร่างกายไม่สามารถต่อสู้กับเชื้อโรคแทรกซ้อนอื่นๆได้

โรคแทรกซ้อนจากเอดส์นั้น ไม่ได้หมายความว่าคุณจะต้องเสียชีวิตเพราะหลายๆ โรค เราก็สามารถอยู่และจัดการกับมันได้เช่นกัน ด้วยการรักษาและการทานยาต้านไวรัส จะทำให้ภูมิคุ้มกันของร่างกายแข็งแกร่งขึ้น

เอชไอวี

เชื้อเอชไอวีพบได้ที่ไหนบ้าง?
สารคัดหลั่งหรือน้ำทุกชนิดที่ออกจากร่างกายมีเชื้อเอชไอวีมากน้อยต่างกัน
ที่มีเชื้อปริมาณมาก : เลือด, น้ำจากช่องคลอด, ตกขาว, น้ำจากเลือดประจำเดือน, น้ำนมแม่
ที่มีเชื้อปริมาณน้อย : น้ำตา, น้ำลาย, น้ำมูก, เสมหะ
แทบจะไม่มีเชื้อ : อุจจาระ, ปัสสาวะ, เหงื่อ

ทำไมน้ำสารคัดหลั่งต่างๆจึงมีปริมาณไวรัสไม่เท่ากัน?

ไวรัสเอชไอวีชอบเม็ดเลือดขาวในกระแสเลือดเพื่อแบ่งตัวและเจริญเติบโต ดังนั้นน้ำสารคัดหลั่งใดที่มีเม็ดเลือดขาวหรือเลือดเข้าไปเกี่ยวข้องจึงมีไวรัสมาก เช่น เลือด, น้ำจากช่องคลอด, ตกขาว, ประจำเดือน, น้ำหนอง, ในทางตรงข้ามน้ำใดไม่มีเลือด หรือไม่มีเม็ดเลือดขาวปะปนก็จะมีปริมาณไวรัสเอชไอวีน้อย เช่น ปัสสาวะ, อุจจาระ และเหงื่อ เป็นต้น

เชื้อเอชไอวีอยู่นอกร่างกาย อยู่นานแค่ไหน?

เชื้อเอชไอวีร้ายก็จริงแต่ใจเสาะครับ ไม่สามารถทนต่อสภาวะแวดล้อมภายนอกได้ โดยทั่วไปมันจะอยู่ได้เป็นชั่วโมงหรือแค่ไม่เกินวัน ทั้งนี้อยู่ที่สิ่งแวดล้อม ถ้าถูกความร้อน ความแห้ง กรดด่างหรือแสงแดดก็ง่อยแล้ว แต่ถ้าได้ที่เหมาะสมๆ มีความชื้นดีๆ หรือห้องแอร์ที่เย็นจัด (ราวๆ 20 องศาเซลเซียส) ก็อยู่ได้ หลายวันแต่ไม่ถึงสัปดาห์

เชื้อเอชไอวีอยู่ในร่างกายสัตว์อื่นได้หรือไม่?

มีคนกับลิงบางชนิดเท่านั้นที่เชื้อเอชไอวีจะมีชีวิตอยู่ได้ เชื้อเอชไอวีไม่สามารถจะมีชีวิตอยู่ในสัตว์อื่น เช่น สุนัข,แมว,วัว,ควายหรือแม้แต่ยุง เชื้อก็จะตายภายในเวลาไม่นานนัก ดังนั้นยุงที่มาดูดเลือดคนมีเชื้อเอดส์ เชื้อก็จะตาย เชื้อในตัวยุงไม่สามารถติดต่อไปยังคนอื่นที่ถูกยุงกัดได้

อ่านเพิ่มเติม

เรื่องที่ควรเข้าใจ มีเชื้อ HIV ไม่ได้แปลว่าเป็นเอดส์

ความรู้เรื่องโรคเอดส์ที่หลายคนเข้าใจผิด รู้หรือไม่ว่า การมีเชื้อ HIV ไม่ได้แปลว่าเป็นเอดส์

กลายเป็นกระแสอย่างมาก ทั้งจากทางโซเชียลเน็ตเวิร์ก และทางสื่อต่างๆ ที่มีการออกมาเผยแพร่ข้อมูลว่า การมีเชื้อ HIV อยู่กับตัวไม่ได้แปลว่าเราจะเป็นเอดส์เสมอไป ซึ่งเป็นประเด็นที่ปลุกกระแสและทำให้สังคมต้องออกมามาปรับความเข้าใจอย่างมากเกี่ยวกับโรคเอดส์และเชื้อ HIV

ประเด็นสำคัญที่เราต้องทำความเข้าใจก่อนเลยคือ การมีเชื้อ HIV ในร่างกาย ก็เหมือนกับการที่ร่างกายของเรามีเชื้อไวรัสชนิดอื่น ๆ แปลกปลอมเข้ามา โดยเชื้อเอชไอวี จะตรงเข้าจู่โจมเซลล์เม็ดเลือดขาว ซึ่งมีหน้าที่สำคัญในการกำจัดเชื้อโรคและไวรัสที่เข้ามาในร่างกายของเรา เพื่อรักษาสุขภาพของเราไม่ให้เกิดอาการเจ็บป่วย

 

hiv

อ่านเพิ่มเติม

แพทย์ไทยทำได้โชว์ผลงานวิจัยเด็ดรักษา”เอดส์”หายขาด

เมื่อวันที่ 3-6 มีนาคม 2558 มีกระแสข่าวว่า  นักวิจัยจากประเทศไทยได้เผยแพร่ผลงานสร้างความฮือฮาให้แก่สมาชิกในที่ประชุมเป็นอย่างมาก เนื่องจากเป็นงานวิจัยเกี่ยวกับ การรักษาผู้ติดเชื้อเอชไอวีในระยะแรกให้มีโอกาสหายขาดได้ ในการประชุมแพทย์และนักวิจัยเกี่ยวกับโรคเอดส์และโรคติดเชื้อฉวยโอกาสระดับโลก หรือ “CROI 2013” (The Conference on Retroviruses and Opportunistic Infections) ณ เมืองแอตแลนตา รัฐจอร์เจีย สหรัฐอเมริกา

ศพญจินตนาถ-อนันต์วรณิชย์

โดย ศ.นพ.ประพันธ์ ภานุภาค ผอ.ศูนย์วิจัยโรคเอดส์ สภากาชาดไทย ระบุว่า การประชุมครั้งนี้มีการเสนองานวิจัยใหม่ๆ จากทั่วโลก แต่ที่ได้รับความสนใจมีผู้สอบถามข้อมูลมากสุด คือ งานวิจัยของแพทย์หญิงไทยเกี่ยวกับการทดลอง ตรวจเชื้อเอชไอวีแล้วพบในระยะเริ่มแรกไม่เกิน 1 อาทิตย์ หลังจากรับเชื้อแล้วให้กินยาสูตรเบื้องต้นทันที ผลปรากฏว่าแทบจะไม่พบเชื้อหลงเหลืออยู่ในร่างกายหรือพบบางส่วนที่น้อยมาก ถือว่าเป็นนิมิตหมายอันดีของผู้ติดเชื้อเอดส์รายใหม่

อ่านเพิ่มเติม

สิงคโปร์ยกเลิกกฎห้ามผู้ติดเชื้อ HIV เข้าประเทศ

เป็นข่าวที่น่ายินดีสำหรับท่านที่ชื่นชอบการท่องเที่ยว เพราะตอนนี้ประเทศสิงคโปร์ได้ทำการประกาศยกเลิกกฎห้ามผู้ติดเชื้อเอชไอวีเข้าประเทศเรียบร้อยแล้ว หลังจากใช้มานานกว่า 20 ปี แต่ยังคงจำกัดให้ผู้ติดเชื้อสามารถอยู่ในประเทศได้สูงสุด 3 เดือนเท่านั้น

โดยเมื่อวันที่ 31 ส.ค. 2558 กระทรวงสาธารณสุขแห่งสิงคโปร์ เปิดเผยว่า กฎห้ามผู้ติดเชื้อเอชไอวีเข้าประเทศถูกยกเลิกไปตั้งแต่วันที่ 1 เม.ย. ทำให้ตอนนี้มีผู้ติดเชื้อเอชไอวีอยู่ในประเทศมากกว่า 5,000 คน และสามารถเข้าถึงการรักษาที่มีประสิทธิภาพ

100225072905466

อ่านเพิ่มเติม

โรคเอดส์…รู้ไวรักษาได้ทัน

อย่างที่รู้กันดีว่าเอดส์” เป็นโรคร้ายที่เกิดจากเชื้อไวรัส ที่เข้าไปทำลายระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายและทำให้ร่างกายเกิดความเสี่ยงต่อการติดเชื้อฉวยโอกาส และเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้ผู้ป่วยโรคเอดส์เสียชีวิตหรือถึงแก่ความตาย การตรวจวินิจฉัยโรคเอดส์จึงจำเป็นต้องทำด้วยความละเอียดถี่ถ้วน และมีมาตรฐานที่เป็นไปในทางเดียวกัน เพื่อให้ผู้ป่วยโลกเอดส์ทุกคนได้รับการรักษาและเยียวยาอาการป่วยอย่างถูกวิธี ดังนั้น องค์การอนามัยโลกจึงได้นิยามวิธีการในการวินิจฉัยโรคเอดส์ขึ้นมาใหม่ ทั้งนี้ก็เพื่อสื่อสารความเข้าใจให้ตรงกัน และทำให้เกิดประโยชน์ในการวินิจฉัย และการรักษาโรคร้ายชนิดนี้ให้ได้มากที่สุดนั่นเอง

หลักเกณฑ์ในการวินิจฉัยผู้ที่ติดเชื้อเอชไอวีหรือผู้ป่วยโรคเอดส์ ที่มีอายุตั้งแต่ 18 ปีขึ้นไป จะใช้หลักเกณฑ์ในการตรวจโรคโดยการ  ตรวจ ‘ภูมิ antibody ที่ต่อต้านเชื้อโรคเอดส์’ ซึ่งจะต้องพบถึง 2 ครั้ง ด้วยวิธีการที่แตกต่างกัน เพื่อยืนยันผลความถูกต้อง หรืออาจทำโดยการตรวจ ‘เชื้อโรคเอดส์ในเลือด (HIV-RNA or HIV-DNA)’ และจำเป็นต้องมีการยืนยันผลอีกครั้งเช่นกัน แต่สำหรับในกรณีที่เป็นเด็ก ที่มีอายุน้อยกว่า 18 ปี การวินิจฉัยโรคเอดส์จะใช้เพียงแค่การตรวจ ‘เชื้อโรคเอดส์ในเลือด (HIV-RNA or HIV-DNA)’ ซึ่งมีการตรวจยืนยันผลอีกครั้งเท่านั้น และจะไม่ใช้วิธีการตรวจ ‘ภูมิ antibody ที่ต่อต้านเชื้อโรคเอดส์’ มาใช้เป็นเครื่องมือยืนยันการวินิจฉัยโรคชนิดนี้

รักษาเอดส์

ภาพจาก : http://abcnews.go.com/Health/uk-doctor-id-hiv-diabetes/story?id=23349162

          สำหรับการวินิจฉัย ‘Primary infection’ ของโรคเอดส์ ได้รับคำนิยามจากองค์กรควบคุมโรคติดต่อของประเทศอเมริกา (CDC)ไว้ดังต่อไปนี้ กล่าวคือPrimary infectionเป็นการติดเชื้อโรคเอดส์ที่เกิดขึ้นในทารก เด็ก หรือผู้ใหญ่ ซึ่งอาจจะมีหรือไม่มีอาการในกลุ่ม acute retroviral syndrome เช่น มีไข้หลังจากได้รับเชื้อเป็นเวลา 2-4 สัปดาห์ ต่อมน้ำเหลืองโต เจ็บคอ มีแผลที่ปากหรืออวัยวะเพศ เยื่อหุ้มสมองอักเสบ และพบการติดเชื้อฉวยโอกาส แต่ที่สำคัญก็คือ การตรวจพบภูมิ antibody ต่อโรคเอดส์หรือตรวจพบเชื้อโรคเอดส์(HIV-RNA or HIV-DNA) โดยที่ตรวจไม่พบภูมิ

อ่านเพิ่มเติม