คลังเก็บหมวดหมู่: ความรู้เรื่องเอชไอวี

ความหวังใหม่ วัคซีน HIV กำจัดเอดส์ภายในปี 2030

การกำจัดโรคเอดส์ให้หมดไปภายในปี 2030 ตามเป้าหมายของสหประชาชาติ อาจจะฟังดูเป็นสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ แต่วิทยาการทางการแพทย์ในปัจจุบันได้ก้าวหน้าไปมาก จนทำให้ฝันนี้อาจเป็นจริงได้ โดยเฉพาะการผลิตวัคซีนป้องกัน HIV ที่ปีนี้เริ่มมีการทดลองในคนอย่างจริงจังแล้ว

หากจะมีอาวุธทางการแพทย์ใดที่เป็นความหวังสูงสุดในการป้องกันและควบคุมการระบาดของไวรัส HIV สิ่งนั้นก็คงจะเป็นวัคซีนต้าน HIV เพราะการป้องกันการติดเชื้อตั้งแต่ต้น ย่อมง่ายและมีประสิทธิภาพกว่าการรักษาโรค แต่ในช่วงหลายสิบปีที่โรคเอดส์แพร่ระบาด ยังไม่มีใครสามารถคิดค้นวัคซีนที่มีประสิทธิภาพพอในการป้องกันโรคร้ายแรงนี้ได้

ในปี 2009 ที่ผ่านมา มีการทดสอบวัคซีนต้านไวรัส HIV ในไทย ซึ่งได้ผลในการป้องกันโรคประมาณร้อยละ 31.2 ในช่วงเวลา 3 ปีครึ่งของการติดตามผลหลังการให้วัคซีน แม้จะได้ผลไม่เป็นที่น่าพอใจนัก แต่ก็ถือว่าเป็นความสำเร็จก้าวใหญ่ของการต่อสู้กับโรคเอดส์

อ่านเพิ่มเติม

ยารักษาเอดส์ตัวใหม่อาจขจัดเชื้อ HIV ออกจากร่างกายได้ 100%

ทีมนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยในสหราชอาณาจักร 5 แห่ง กำลังทดสอบวัคซีนรักษาโรคเอดส์กับผู้ป่วยจำนวน 50 คน ตอนนี้กระบวนการทดสอบยังอยู่ในช่วงเริ่มต้น แต่ Mark Samuels กรรมการผู้อำนวยการของสถาบัน National Institute for Health Research Office for Clinical Research Infrastructure ก็ออกมาให้สัมภาษณ์ว่า “คืบหน้าไปด้วยดี”

wddlvrn
การรักษาเอดส์ในปัจจุบัน anti-retroviral therapies (Art) สามารถรักษาได้เฉพาะ T-cell ที่ติดเชื้อ HIV แต่ยังทำงานได้อยู่ แต่ไม่สามารถตรวจจับและรักษา T-cell ที่หยุดเติบโตได้
ส่วนการรักษาแบบใหม่แยกการรักษาเป็น 2 ขั้นตอน ขั้นแรกคือมีวัคซีนที่ช่วยให้ร่างกายแยกแยะเซลล์ที่ติดเชื้อไวรัส เพื่อกำจัดออกจากร่างกาย ส่วนขั้นที่สองเป็นยาตัวใหม่ชื่อ Vorinostat สามารถกระตุ้น T-cell ที่หยุดเติบโตแล้ว เพื่อให้ระบบภูมิคุ้มกันตรวจจับเจอ วิธีการรักษาแบบใหม่สามารถทำลายไวรัส HIV ทั้งหมดที่มีอยู่ในร่างกายได้
ผลการทดสอบกับชายวัย 44 ปี หนึ่งในกลุ่มตัวอย่าง ระบุว่าเขา “ใกล้หาย” แล้ว การทดสอบเลือดครั้งล่าสุดไม่พบไวรัสอีกแล้ว ถ้าผลการทดสอบสำเร็จตามคาด เขาจะกลายเป็นมนุษย์คนแรกที่หายจากโรคเอดส์

ที่มา – Sunday Times, Telegraph, Gizmodo ภาพโดย CDC จาก Wikipedia
บทความไทย – blognone.com

มีตุ่มขึ้นตามตัว เราติดเชื้อ HIV หรือเปล่านะ?

ส่วนหนึ่งจากหลายๆ คำถาม ที่รวบรวมจาก facebook.com/TNPplus ของเครือข่ายผู้ติดเชื้อเอชไอวี/เอดส์ ประเทศไทย หรือหลายคนสงสัยและมีคำถามมากมาย เกี่ยวกับอาการต่างๆ โดยเฉพาะตุ่มที่ขึ้นตามตัว เช่น

“ผมมีตุ่มแดงๆ ขึ้นตามร่างกาย ใช่อาการของคนเป็นเอดส์หรือเปล่าครับ?”

“เพื่อนหนูเค้าท้องเสียค่ะ แล้วก็น้ำหนักลดลง ใช่อาการของเอดส์ไหม แล้วมันติดกันได้รึเปล่า?”

“อาทิตย์ก่อนผมไปตากแดดมา ผมรู้สึกว่าตัวดำขึ้น เกี่ยวกับเอชไอวีไหมครับ แล้วเป็นระยะไหนแล้ว?”

คำถามข้างต้น หรือ คำถามที่ใกล้เคียงนี้ เป็นอาการที่บอกถึงการติดเชื้อเอชไอวีหรือเปล่า วันนี้อยากจะให้ทุกคนมาทำความเข้าใจ “ถูก” ให้กับ “ความเข้าใจผิด” เรื่องเอชไอวีกันดีกว่าครับ

8-

การติดเชื้อเอชไอวีนั้น ( เชื้อเอชไอวีต่างกับเอดส์ อ่านเพิ่มเติมที่นี่ )  จะไม่มีอาการที่บอกถึงการติดเชื้อ อย่างชัดแจ้งเหมือนที่ว่ามา หรือไม่ได้ทำให้เราป่วยในทันที นั่นจึงเป็นที่มาของคำว่า “ดูไม่ออก บอกไม่ได้ว่าใครติดเชื้อ” เพราะแม้จะได้รับเชื้อเอชไอวีมาแล้ว แต่หากภูมิต้านทานในร่างกายของเรายังคงมีมากอยู่ เราก็จะมีร่างกายแข็งแรงเหมือนคนทั่วๆ ไป

ทั้งนี้ หากต้องการจะสังเกตอาการอาจต้องรอ ๗ – ๑๐ ปี ผู้ติดเชื้อฯ ถึงจะเริ่มมีอาการป่วยเอดส์ หรืออาการป่วยที่เกิดจากภาวะการติดเชื้อฯ ซึ่งระยะเวลาที่เริ่มป่วยขึ้นอยู่กับภูมิต้านทานของแต่ละคน แล้วก็จะมีอาการแตกต่างกันไปตามแต่โรคที่เป็น ซึ่งโรคเหล่านี้เรียกว่าโรคฉวยโอกาส มีด้วยกันหลายโรค อย่างอาการของโรคที่เรามักนึกถึงหรือเห็นภาพอยู่บ่อยๆ คือ อาการของตุ่มพีพีอี ที่มีลักษณะคล้ายตุ่มมดหรือยุงกัด ขึ้นตามตัว แขนขา แต่อาการนี้ไม่ใช่อาการที่ผู้ป่วยเอดส์ ทุกคนต้องเป็นเสมอไป และโรคหลายโรค คนที่ไม่มีเชื้อเอชไอวีก็สามารถเป็นได้ เช่น วัณโรคปอด งูสวัด เป็นต้น

ผู้ติดเชื้อฯ จะป่วยด้วยโรคฉวยโอกาสก็ต่อเมื่อรับเชื้อเอชไอวีมาระยะหนึ่ง จนทำให้ภูมิต้านทานถูกทำลายจนต่ำลง และไม่ได้รับการรักษา หรือเข้าถึงการรักษาช้า คือ มารักษาหลังจากที่ติดเชื้อฯ มานานหลายปีแล้ว

อย่างไรก็ตาม ถึงแม้ว่าจะป่วยแล้ว ทุกโรคฉวยโอกาสก็สามารถรักษาได้ อีกทั้งหลายๆ โรคก็มียากินป้องกันได้

นอกจากนี้ ยังมีการรักษาด้วยยาต้านไวรัสเอชไอวี ที่ทำหน้าที่ยับยั้งเชื้อเอชไอวีไม่ให้ไปทำลายภูมิคุ้มกันของเรา และเมื่อภูมิคุ้มกันไม่ถูกทำลาย โอกาสที่จะป่วยด้วยโรคฉวยโอกาสก็แทบจะไม่มี ทำให้ร่างกายของผู้ที่มีเชื้อฯ แข็งแรงเหมือนคนที่ไม่มีเชื้อฯ

และนี่ก็เป็นที่มาของคำว่า “เอดส์ รักษาได้” และ “ผู้ติดเชื้อเอชไอวี” ไม่ต่างจากคนทั่วๆ ไป เพราะพวกเขาไม่ได้มี “อาการ” ให้ต้องสังเกต เหมือนกับที่ “เอดส์” ไม่ได้มีระยะ อย่างที่หลายๆ คนกลัวหรือเข้าใจ เอดส์ไม่มีระยะ ๑,๒,๓ หรือระยะสุดท้าย มีแต่ ระยะ “ป่วยเอดส์” กับ “ติดเชื้อเอชไอวี” เท่านั้น ถ้าอยากจะรู้ว่าเรามีเชื้อเอชไอวีอยู่ในร่างกายหรือไม่ ทางเดียวที่จะรู้ได้ คือ ต้องตรวจเลือดหาเชื้อเอชไอวี

อ่านเพิ่มเติม

กำลังใจ…ยาต้านเชื้อเอดส์ที่เรียบง่ายแต่ได้ผล

เมื่อเชื้อเอชไปวีได้เข้ามาทำลายชีวิตของคุณไปแล้ว ความสิ้นหวังในจิตใจก็เป็นสิ่งสำคัญที่เกิดขึ้นมาแทนที่ในความรู้สึกที่ดีในทันที

‘เพราะอะไรเราจึงโชคร้ายขนาดนี้’

‘ถ้าวันนั้นเราไม่…ก็คงจะไม่เป็นแบบนี้สินะ’

‘เพราะคุณคนเดียว ชีวิตฉันจึงต้องพบจุดจบแบบนี้’

‘อยู่ไปก็มีแต่คนรังเกียจ ขอจากโลกนี้ไปซะตั้งแต่ตอนนี้คงดีกว่า’

            นี่เป็นเพียงเสียงส่วนหนึ่งที่ผู้ติดเชื้อเอดส์ร้องเรียกขอความเห็นใจจากคนปกติทั่วไป แต่เพียงแค่การตัดพ้อต่อชะตาชีวิตหรือรอคอยความตาย คงจะไม่ใช่วิธีการที่ถูกต้องเสียเท่าไร ที่จะทำให้คุณพบเจอกับความสุขในชีวิตหรือสามารถมีชีวิตอยู่ต่อไปได้อย่างยาวนาน “กำลังใจ” เท่านั้นที่จะเป็นเหมือนแรงขับเคลื่อนที่ช่วยให้คุณสามารถต่อสู้กับโรคร้ายโรคนี้ต่อไปได้ และเมื่อวันหนึ่งที่คุณสะสมกำลังใจได้เต็มกระปุก เมื่อนั้นเองที่คุณจะได้พบกับความสุขที่คุณรอคอยอย่างแท้จริง

hiv

 ที่มา: http://www.huffingtonpost.com/johnmanuel-andriote/for-gay-mens-hivaids-awar_b_5868584.html

การสร้าง “กำลังใจ” ในผู้ป่วยที่ติดเชื้อเอชไอวี ไม่ใช่สิ่งที่ยากจนเกินไปขอเพียงแค่คุณลองปฏิบัติตามวิธีการดังต่อไปนี้ ก็น่าจะช่วยให้คุณสามารคเรียกกำลังใจให้กลับมาได้อีกครั้ง และทำให้คุณสามารถยืนบนลำแข้งของตนเองได้อย่างมั่นคง โดยไม่ต้องหวังให้ใครมาเห็นใจเมื่ออย่างที่แล้วมา

อ่านเพิ่มเติม

คิดยารักษาเอดส์สำเร็จ! สร้างภูมิต้านทานให้ผู้ป่วย

อย่างที่เรารู้กันดีอยู่แล้วว่าโรคเอดดส์เป็นโรคที่คร่าชีวิตประชากรนับร้อยล้านคน ซึ่งเกิดจากเพศสัมพันธ์สำส่อนและการขาดการป้องกันที่ถูกต้อง ล่าสุดมีข่าวที่น่าสนใจของคนทั่วไป เมื่อทีมนักวิจัยในสหรัฐฯ ได้พัฒนายาบำบัดเชื้อเอชไอวีด้วย Monoclonal Antibody ที่ช่วยกำจัดเชื้อไวรัสเอชไอวีได้อย่างมีประสิทธิภาพ และที่สำคัญ บาตัวนี้ได้ผ่านการทดสอบขั้นแรกแล้วในสหรัฐแล้ว

ผู้สื่อข่าวสำนักข่าววีโอเอภาคภาษาไทยกรุงวอชิงตัน รายงานว่า การบำบัดเชื้อเอชไอวี ด้วยโมโนโคลนัล แอนติบอดี้ที่เรียกว่า VRCO1 เป็นการบำบัดแอนติบอดี้แบบใหม่ที่ พัฒนาขึ้นจากความก้าวหน้าด้านชีววิศวกรรมการแพทย์ สารโมโนโคลนอล แอนติบอดี้ (monoclonal antibody) มีลักษณะที่คล้ายกับแอนติบอดี้ที่สร้างขึ้นโดยระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายคนเรา ซึ่งเป็นโปรตีนที่ ทำหน้าที่ทำลายเชื้อโรคที่เข้าสู่ร่างกาย แต่ยาโมโนโคลนอล แอนติบอดี้ จะมีตัวแอนติบอดี้ที่ต่างกันไป โดยทีมนักวิทยาศาสตร์ออกแบบให้ทำหน้าที่ ในการทำลายเชื้อโรคใดเชื้อโรคหนึ่งในเป้าหมายเท่านั้น

044-660x330

ปัจจุบัน สารโมโนโคลนอล แอนติบอดี้ รวมไปถึงยาต่างๆ ที่ออกแบบให้ไปกดระบบภูมิคุ้มกัน ในผู้ป่วยที่เป็นโรคแพ้ภูมิคุ้มกันตัวเอง ตลอดจนยาที่ช่วยกระตุ้นให้ระบบภูมิต้านทานร่างกาย ตามธรรมชาติเข้มเเข็งขึ้นเพื่อต่อสู้กับมะเร็ง ในขณะที่การใช้ยาสารโมโนโคลนอล แอนติบอดี้เหล่านี้ อาจจะไม่ช่วยให้ผู้ป่วยหายจากโรคเสมอไป แต่ในหลายๆ กรณีก็มีผลให้พัฒนาการของโรคเกิดช้าลง

อ่านเพิ่มเติม

วัคซีนป้องกันโรคเอดส์กำลังจะถูกทดสอบในมนุษย์เป็นครั้งแรก

ดอกเตอร์โรเบิร์ต แกลโล (Robert Gallo) นักวิจัยชีวการแพทย์ผู้ซึ่งนำทีมวิจัยศึกษาสาเหตุของโรคเอดส์ ในปี 1984  เขามีชื่อเสียงจากการค้นพบว่าไวรัส HIV เป็นสาเหตุหลักของโรคระบาดที่ทำให้อ่อนกำลังอย่างเอดส์ จนถึงปัจจุบันนี้ ยังไม่มีวิธีการจัดการกับไวรัส HIV อย่างไรก็ตาม หลังจาก 30 ปีของการค้นพบนั้น ดอกเตอร์แกลโลก็ยังไม่ได้หยุดการค้นคว้าวิจัยที่จะต่อสู้กับไวรัสตัวนี้ ปัจจุบันนี้เขาเป็นถึงผู้อำนวยการสถาบันวิจัยไวรัสวิทยามนุษย์ (IHV) และเขากำลังจะเริ่มการทดสอบทางคลินิกครั้งแรกสำหรับวัคซีนโรคเอดส์ซึ่งเป็นโครงการที่วิจัยมากว่า 15 ปีแล้ว

การแสวงหาวัคซีนที่จะต่อสู้กับไวรัส HIV และโรคเอดส์นั้นมีมานานกว่าสิบปีแล้ว วัคซีนประกอบไปด้วยจุลินทรีย์ซึ่งติดเชื้อได้ในรูปถูกทำให้อ่อนแอลงหรือโปรตีนบนพื้นผิวของจุลินทรีย์เหล่านั้น วัคซีนได้กลายมาเป็นอาวุธที่มีประสิทภาพสูงมากที่สุดในการต่อสู้กับเชื้อแบคทีเรียและโรคที่เกิดจากไวรัสมากมาย โรคฝีดาษได้ถูกกำจัดออกจากโลกใบนี้ด้วยการค้นพบของวัคซีนซึ่งได้ช่วยกว่าล้านชีวิตในตอนนั้น อย่างไรก็ตามเชื้อไวรัส HIV ยังคงไม่มีวัคซีนไหนที่สามารถต่อสู้ได้

171044057

photo credit: Sean Locke Photography/Shutterstock.

ตอนนี้สถาบันวิจัย IHV ในเมืองบอลติมอร์ รัฐแมรี่แลนด์ กำลังหวังว่าการทดลองทดสอบวัคซีนครั้งนี้จะสำเร็จ ระบบภูมิคุ้มกันมนุษย์ดูเหมือนจะไม่สามารถต่อสู้กับการติดเชื้อจากไวรัส HIV ได้ ดังนั้นจึงยังไม่เคยมีใครหายจากการติดเชื้อนี้เลย ยกเว้น หนึ่งเคสในอดีต  เป็นอะไรที่ท้าทายมากในการคิดค้นวัคซีนนี้ เนื่องจากว่าไวรัส HIV มีความสามารถในการกลายพันธุ์ได้อย่างรวดเร็วและหลบหนีจากระบบภูมิคุ้มกันได้

อ่านเพิ่มเติม

หลากหลายคำถามที่คุณควรรู้เกี่ยวกับเอชไอวีและเอดส์

หลายคนมักเรียกผู้ติดเชื้อ HIV ว่า ติดเอดส์ ซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่ถูกต้อง ที่ถูกต้องคือ ติดเชื้อเอชไอวี สิ่งที่เราต้องทำความเข้าใจเป็นอันดับแรกคือเอดส์กับเอชไอวีต่างกันอย่างไร?

เอชไอวี คือ เชื้อไวรัส ที่เป็นสาเหตุนำไปสู่ โรคเอดส์ (AIDS) ส่วนใหญ่คนที่ติดเชื้อเอชไอวีมักไม่มีอาการป่วย

เอดส์ (AIDS) คือ ชื่อที่ใช้เรียกกลุ่มโรคที่เป็นผลมาจากเชื้อเอชไอวี โดยเชื้อเอชไอวีจะเข้าไปทำลายระบบภูมิคุ้มกันของร่างกาย ทำให้ร่างกายไม่สามารถต่อสู้กับเชื้อโรคแทรกซ้อนอื่นๆได้

โรคแทรกซ้อนจากเอดส์นั้น ไม่ได้หมายความว่าคุณจะต้องเสียชีวิตเพราะหลายๆ โรค เราก็สามารถอยู่และจัดการกับมันได้เช่นกัน ด้วยการรักษาและการทานยาต้านไวรัส จะทำให้ภูมิคุ้มกันของร่างกายแข็งแกร่งขึ้น

เอชไอวี

เชื้อเอชไอวีพบได้ที่ไหนบ้าง?
สารคัดหลั่งหรือน้ำทุกชนิดที่ออกจากร่างกายมีเชื้อเอชไอวีมากน้อยต่างกัน
ที่มีเชื้อปริมาณมาก : เลือด, น้ำจากช่องคลอด, ตกขาว, น้ำจากเลือดประจำเดือน, น้ำนมแม่
ที่มีเชื้อปริมาณน้อย : น้ำตา, น้ำลาย, น้ำมูก, เสมหะ
แทบจะไม่มีเชื้อ : อุจจาระ, ปัสสาวะ, เหงื่อ

ทำไมน้ำสารคัดหลั่งต่างๆจึงมีปริมาณไวรัสไม่เท่ากัน?

ไวรัสเอชไอวีชอบเม็ดเลือดขาวในกระแสเลือดเพื่อแบ่งตัวและเจริญเติบโต ดังนั้นน้ำสารคัดหลั่งใดที่มีเม็ดเลือดขาวหรือเลือดเข้าไปเกี่ยวข้องจึงมีไวรัสมาก เช่น เลือด, น้ำจากช่องคลอด, ตกขาว, ประจำเดือน, น้ำหนอง, ในทางตรงข้ามน้ำใดไม่มีเลือด หรือไม่มีเม็ดเลือดขาวปะปนก็จะมีปริมาณไวรัสเอชไอวีน้อย เช่น ปัสสาวะ, อุจจาระ และเหงื่อ เป็นต้น

เชื้อเอชไอวีอยู่นอกร่างกาย อยู่นานแค่ไหน?

เชื้อเอชไอวีร้ายก็จริงแต่ใจเสาะครับ ไม่สามารถทนต่อสภาวะแวดล้อมภายนอกได้ โดยทั่วไปมันจะอยู่ได้เป็นชั่วโมงหรือแค่ไม่เกินวัน ทั้งนี้อยู่ที่สิ่งแวดล้อม ถ้าถูกความร้อน ความแห้ง กรดด่างหรือแสงแดดก็ง่อยแล้ว แต่ถ้าได้ที่เหมาะสมๆ มีความชื้นดีๆ หรือห้องแอร์ที่เย็นจัด (ราวๆ 20 องศาเซลเซียส) ก็อยู่ได้ หลายวันแต่ไม่ถึงสัปดาห์

เชื้อเอชไอวีอยู่ในร่างกายสัตว์อื่นได้หรือไม่?

มีคนกับลิงบางชนิดเท่านั้นที่เชื้อเอชไอวีจะมีชีวิตอยู่ได้ เชื้อเอชไอวีไม่สามารถจะมีชีวิตอยู่ในสัตว์อื่น เช่น สุนัข,แมว,วัว,ควายหรือแม้แต่ยุง เชื้อก็จะตายภายในเวลาไม่นานนัก ดังนั้นยุงที่มาดูดเลือดคนมีเชื้อเอดส์ เชื้อก็จะตาย เชื้อในตัวยุงไม่สามารถติดต่อไปยังคนอื่นที่ถูกยุงกัดได้

อ่านเพิ่มเติม

เรื่องที่ควรเข้าใจ มีเชื้อ HIV ไม่ได้แปลว่าเป็นเอดส์

ความรู้เรื่องโรคเอดส์ที่หลายคนเข้าใจผิด รู้หรือไม่ว่า การมีเชื้อ HIV ไม่ได้แปลว่าเป็นเอดส์

กลายเป็นกระแสอย่างมาก ทั้งจากทางโซเชียลเน็ตเวิร์ก และทางสื่อต่างๆ ที่มีการออกมาเผยแพร่ข้อมูลว่า การมีเชื้อ HIV อยู่กับตัวไม่ได้แปลว่าเราจะเป็นเอดส์เสมอไป ซึ่งเป็นประเด็นที่ปลุกกระแสและทำให้สังคมต้องออกมามาปรับความเข้าใจอย่างมากเกี่ยวกับโรคเอดส์และเชื้อ HIV

ประเด็นสำคัญที่เราต้องทำความเข้าใจก่อนเลยคือ การมีเชื้อ HIV ในร่างกาย ก็เหมือนกับการที่ร่างกายของเรามีเชื้อไวรัสชนิดอื่น ๆ แปลกปลอมเข้ามา โดยเชื้อเอชไอวี จะตรงเข้าจู่โจมเซลล์เม็ดเลือดขาว ซึ่งมีหน้าที่สำคัญในการกำจัดเชื้อโรคและไวรัสที่เข้ามาในร่างกายของเรา เพื่อรักษาสุขภาพของเราไม่ให้เกิดอาการเจ็บป่วย

 

hiv

อ่านเพิ่มเติม

แพทย์ไทยทำได้โชว์ผลงานวิจัยเด็ดรักษา”เอดส์”หายขาด

เมื่อวันที่ 3-6 มีนาคม 2558 มีกระแสข่าวว่า  นักวิจัยจากประเทศไทยได้เผยแพร่ผลงานสร้างความฮือฮาให้แก่สมาชิกในที่ประชุมเป็นอย่างมาก เนื่องจากเป็นงานวิจัยเกี่ยวกับ การรักษาผู้ติดเชื้อเอชไอวีในระยะแรกให้มีโอกาสหายขาดได้ ในการประชุมแพทย์และนักวิจัยเกี่ยวกับโรคเอดส์และโรคติดเชื้อฉวยโอกาสระดับโลก หรือ “CROI 2013” (The Conference on Retroviruses and Opportunistic Infections) ณ เมืองแอตแลนตา รัฐจอร์เจีย สหรัฐอเมริกา

ศพญจินตนาถ-อนันต์วรณิชย์

โดย ศ.นพ.ประพันธ์ ภานุภาค ผอ.ศูนย์วิจัยโรคเอดส์ สภากาชาดไทย ระบุว่า การประชุมครั้งนี้มีการเสนองานวิจัยใหม่ๆ จากทั่วโลก แต่ที่ได้รับความสนใจมีผู้สอบถามข้อมูลมากสุด คือ งานวิจัยของแพทย์หญิงไทยเกี่ยวกับการทดลอง ตรวจเชื้อเอชไอวีแล้วพบในระยะเริ่มแรกไม่เกิน 1 อาทิตย์ หลังจากรับเชื้อแล้วให้กินยาสูตรเบื้องต้นทันที ผลปรากฏว่าแทบจะไม่พบเชื้อหลงเหลืออยู่ในร่างกายหรือพบบางส่วนที่น้อยมาก ถือว่าเป็นนิมิตหมายอันดีของผู้ติดเชื้อเอดส์รายใหม่

อ่านเพิ่มเติม

ทำอย่างไรเมื่อคนใกล้ตัวเป็น ‘เอดส์’

เป็นคำถามที่คาใจหลายคนเสมอมาว่า “หากเราจำเป็นต้องใช้ชีวิตร่วมกันกับผู้ป่วยโรคเอดส์ จะมีอะไรบ้างที่เราควรทำ หรือมีอะไรบ้างที่เราห้ามทำ เพื่อที่จะสามารถใช้ชีวิตอยู่กับพวกเขาได้อย่างมีความสุขมากที่สุด”

ต้องทำความเข้าใจก่อนว่า การป่วยเป็นโรคเอดส์นั้นมีหลายระยะ เพราะฉะนั้นผู้ป่วยโรคเอดส์ในระยะแรกๆที่ได้รับการรักษาตั้งแต่เริ่มรู้ตัวว่าได้รับเชื้อ จึงเป็นบุคคลที่ไม่แตกต่างอะไรก็บุคคลธรรมดาทั่วไปเลย เพียงแต่พวกเขาจำเป็นต้องได้รับยาต้านเชื้อไวรัสเอดส์อย่างสม่ำเสมอ และอยู่ภายใต้การดูแลของแพทย์เป็นระยะๆ เพื่อตรวจตราความปลอดภัยของร่างกายอย่างสม่ำเสมอ

เป็นเอดส์

ภาพจาก : http://swiftaudiology.com/patient-stories/

   ผู้ติดเชื้อเอชไอวีไม่ได้จะสามารถแพร่เชื้อสู่บุคคลอื่นๆได้ง่าย เพราะฉะนั้น การอาศัยอยู่ในบ้านหลังเดียวกัน หยอกล้อเล่นกัน รับประทานอาหารร่วมโต๊ะกัน ใช้อุปกรณ์หรือเครื่องใช้ในบ้านร่วมกัน หรือแม้แต่การนอนบนเตียงเดียวกัน ก็ไม่ได้เป็นการทำให้เชื้อโรคแพร่กระจายออกไปแต่อย่างใด หากคุณไม่ได้มีเพศสัมพันธ์อย่างไม่ปลอดภัยร่วมกัน เพราะฉะนั้น จึงวางใจได้เลยว่าการพูดคุยหรือทำกิจกรรมต่างๆร่วมกับผู้ป่วยเอดส์ ไม่ได้เป็นอันตรายร้ายแรงต่อคุณอย่างแน่นอน ในทางกลับกัน ยังมีผลให้ผู้ป่วยเอดส์คนนั้นๆ รู้สึกดีขึ้นมาเสียอีกที่มีคนมาดูแลเอาใจใส่ และไม่รู้สึกรังเกียจในโรคที่พวกเขาเป็น การที่ผู้ติดเชื้อมีกำลังใจเช่นนี้ ย่อมช่วยต่อลมหายใจให้เขาสามารถใช้ชีวิตอยู่บนโลกมนุษย์ได้นานมากไปกว่าเดิม

อ่านเพิ่มเติม