คลังเก็บหมวดหมู่: ความรู้เรื่องเอชไอวี

เป็นเอดส์แล้วตั้งครรภ์ได้ไหม ควรทำอย่างไร?

คำถามที่น่าสนใจ ขณะกำลังตั้งครรภ์ลูกน้อยอยู่ คุณแม่จะรับมือได้อย่างไรเมื่อรู้ตัวว่า ติดเชื้อ HIV ควรทำอย่างไร จะปฏิบัตตัวอย่างไร ลูกน้อยจะมีโอกาสเสี่ยง และมีโอกาสมากน้อยแค่ไหนที่ลูกเราจะไม่ติดเชื้อ เรามีข้อมูลจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญมาฝากค่ะ

คนที่ติดเชื้อไวรัสเอชไอวีในระยะที่ยังไม่เป็นโรคเอดส์ ( เชื้อเอชไอวี กับ เอดส์ แตกต่างกันนะคะ สามารถอ่านข้อมูล ที่นี่ ) สามารถตั้งครรภ์ได้ค่ะ แต่ก็มีผู้ให้เหตุผลว่า ไม่ควรตั้งครรภ์ เพราะอาจทำให้โรคในมารดากำเริบได้ และทารกมีโอกาสที่จะติดเชื้อจากมารดาในอัตราตั้งแต่ 15 – 40% และถ้ามารดาเกิดเป็นโรคเอดส์เสียชีวิตในเวลาต่อมาใครจะดูแลบุตรต่อไปในอนาคต

แต่ถ้าเป็น ระยะที่เป็นโรคเอดส์ แล้ว ไม่ควรตั้งครรภ์อย่างยิ่ง เพราะร่างกายของมารดาจะอ่อนแอมากและมีการติดเชื้อฉวยโอกาสหลายชนิด ซึ่งอาจติดต่อไปถึงทารกในครรภ์ได้ เช่น ไวรัสซีเอ็มวี (CMV-cytomegalovirus) เป็นต้น ที่สำคัญคือ ทารกในครรภ์มีโอกาสติดเชื้อจากมารดาได้

เป็นเอดส์ ตั้งครรภ์

 

แพทย์หญิงกุลกัญญา โชคไพบูลย์กิจ สาขาโรคติดเชื้อในเด็ก ภาควิชากุมารเวชศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล ผู้เชี่ยวชาญโรคเอดส์ในเด็ก อธิบายว่า เมื่อมีการใช้ยาต้านไวรัส HIV ในหญิงตั้งครรภ์ หรือประมาณ 10 ปีมานี้ สถานการณ์ของโรคเอดส์ในเด็กจึงดีขึ้นมาก อัตราการติดเชื้อลดลงด้วยประสิทธิภาพของยา การติดเชื้อ HIV ในหญิงตั้งครรภ์ลดลงจาก ประมาณ 1-2% อยู่ที่ 0.8% ส่วนเด็กเกิดใหม่ที่ติดเชื้อจากปีละประมาณ 2,000 คน  ลดลงอยู่ที่ประมาณ 300-400 คน การกินยาต้านไวรัสอย่างถูกต้องครบถ้วน แม่จะปกป้องลูกจากการติดเชื้อได้ และยังรักษาตนเองให้มีชีวิตยืนยาวปกติได้ด้วย

ทารกที่คลอดจากมารดาที่ติดเชื้อจะได้รับยาต้านไวรัสเพื่อลดอัตราการติดเชื้อในทารก เมื่อคลอดทารกแล้ว ไม่ควรเลี้ยงด้วยนมของมารดาที่ติดเชื้อ เพราะเชื้ออาจอยู่ในน้ำนมได้ถึงแม้จะไม่มากก็ตาม ซึ่งทารกที่รอดจากการติดเชื้อในครรภ์ และจากระหว่างการคลอดมาได้ อาจจะมาติดเชื้อจากนมมารดาได้อีกทางหนึ่ง ดังนั้นควรเลี้ยงทารกด้วยนมชนิดอื่นที่ไม่ใช่นมจากมารดา

โอกาสลูกติดเชื้อ HIV จากแม่ ขณะคลอด

  • แม่ที่ไม่ได้กินยาต้านไวรัสเลย ลูกมีโอกาสติดเชื้อ 1 ใน 4
  • แม่ที่ได้กินยาต้านไวรัส อย่างน้อย 4 สัปดาห์ก่อนคลอด ลูกโอกาสติดเชื้อประมาณ 10%
  • แม่ที่กินยาต้านไวรัส มากกว่า 4 สัปดาห์ก่อนคลอด โอกาสที่ลูกจะติดเชื้อเหลือน้อยกว่า 2%

เด็กทุกรายที่ติดเชื้อ HIV ในปัจจุบัน เกิดจาก แม่ไม่ได้ฝากท้อง จึงติดเชื้อขณะคลอด เมื่อคลอดแล้ว มีการตรวจถึงมารู้ว่าตนเองติดเชื้อ แม่จึงหมดโอกาสปกป้องลูกจากการติดเชื้ออย่างน่าเสียดายมาก

“การปกป้องเด็กไม่ให้ติดเชื้อ คือ แม่ต้องกินยาต้านไวรัสตั้งแต่ตอนตั้งครรภ์ ดังนั้นการฝากครรภ์ตั้งแต่ช่วงแรกๆ แม่ท้องจะได้รับการตรวจ รู้เร็ว ได้กินยาเร็ว โอกาสที่ลูกจะติดเชื้อน้อยกว่า 1% หรือจะเรียกว่าแทบจะไม่ติดเชื้อเลยก็ได้ และตัวแม่เองก็มีชีวิตยืนยาวได้ปกติด้วย” คุณหมอกุลกัญญา ชี้ประเด็น

เครดิต: แพทย์หญิงกุลกัญญา โชคไพบูลย์กิจ สาขาโรคติดเชื้อในเด็ก ภาควิชากุมารเวชศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล ผู้เชี่ยวชาญโรคเอดส์ในเด็ก

ที่มา : www.amarinbabyandkids.com

การตรวจสุขภาพประจำปีบริษัท ตรวจโรคเอดส์เจอหรือไม่

หลายคนอยากรู้ว่า ถ้าหากเราไปตรวจสุขภาพประจำปี หรือพนักงานที่มีการตรวจสุขภาพของบริษัท เวลาตรวจเลือด แล้วเค้าจะเจอโรคเอดส์หรือเปล่า มีคนจำนวนมากตั้งข้อสงสัยว่าการตรวจหาเชื้อ HIV ก่อนเข้าทำงานสามารถทำได้หรือไม่ เป็นการละเมิดสิทธิจริงหรือ แล้วการห้ามไม่ให้ตรวจหาเชื้อ HIV ก็จะเป็นการละเมิดสิทธิของบริษัทเช่นกันหรือไม่ วันนี้เราจะมาไขข้อข้องใจกันค่ะ

170622025729-0IEk

หลายคนคงรู้ดีว่า การตัดสินใจตรวจหรือไม่ตรวจเอดส์เป็นสิทธิส่วนบุคคล ไม่มีใครบังคับได้ เป็นสิทธิทั้งของผู้ที่รู้ตัวว่าตนเองติดเชื้อเอชไอวีแล้ว และผู้ที่ไม่ติดเชื้อเอชไอวี ซึ่งสิทธินี้มีกฎหมายรับรองไว้ชัดเจน ทั้งในระดับสากล และกฎหมายภายในประเทศ

–  ตรวจสุขภาพ ประจำปี … ไม่มีตรวจเอดส์

–  การตรวจเอดส์ … ต้องขออนุญาตก่อนทุกครั้ง

โดยปกติจะไม่บังคับเรื่อง การตรวจเอชไอวี เนื่องจากเป็นเรื่องสิทธิส่วนบุคคล ซึ่งแล้วแต่คนไข้ค่ะ ว่าจะยอมหรือไม่ยอม เป็นสิทธิ์ของเรา หรือหากบริษัทมีการตรวจสุขภาพประจำปี ก็จะมีบอกว่าตรวจอะไรบ้าง ตรวจหาอะไร แต่ส่วนใหญ่ไม่ตรวจให้ จะเป็นการตรวจสุขภาพทั่วๆ ไปมากกว่า เพราะ ถ้าตรวจเลือดหา hiv ต้องใช้น้ำยาโดยเฉพาะค่ะ และหากจะมีการตรวจจริงๆ ทางพนักงาน หรือ ผู้สมัครเข้าทำงาน จะรู้ก่อนว่าจะตรวจ และเซ็นยินยอมให้ตรวจ จึงจะตรวจได้ จะไม่บอก  ดูดเลือดไปแล้วแอบตรวจนั้นทำไม่ได้ค่ะ

อ่านเพิ่มเติม

สธ.เชิญชวนตรวจเอชไอวี รู้ผลภายในวันเดียว

นพ.สมศักดิ์ อรรฆศิลป์ รองอธิบดีกรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข ได้ออกมาพูดในงาน “Same Day Results รู้ผลในวันเดียว HIV ตรวจเพื่อก้าวต่อ”ว่า ในทุกวันนี้มีผู้ติดเชื่อเอชไอวีถึง 376,690 ราย และยังมีผู้ติดเชื้อเอดส์อีกมากมายที่ไม่รู้ว่าตนเองติดเชื้อแล้ว ยิ่งไปกว่านั้นยังมีผู้คนที่ได้เข้ามารับการตรวจ แต่มีเพียง 64 % เท่านั้นที่กลับมาฟังผลการตรวจ ส่วน 36 % ไม่กลับมาฟังผล มีผลทำให้เกิดความสูญเสียโอกาสทางการรับฟังและรักษา ทางกรมควบคุมโรค จึงมีการสนับสนุนเรื่องของการตรวจหาเชื้อเอชไอวีแบบ “Same Day Results” ที่ทำให้ผู้ป่วยสามารถรู้ผลตรวจเลือดภายใน 1 วันเท่านั้น ไม่ต้องรอนาน ส่งผลให้ผู้ป่วยไม่เกิดความเครียดจากการรอฟังผล

ชุดตรวจเอชไอวี

นางศิริรัตน์ ลิกานนท์สกุล หัวหน้างานภูมิคุ้มกันและไวรัสวิทยา สถาบันบำราศนราดูร ได้บอกว่า สำหรับชุดตรวจเอชไอวี ที่มีในตอนนี้สามารถทำให้รู้ผลตรวจภายในวันเดียว ใช้เวลาไม่นานแค่ไม่กี่นาทีเท่านั้น โดยหากได้รับเชื้อไปแล้ว 21 วัน ก็สามารถตรวจเจอได้และได้ผลที่แม่นยำ สำหรับชุดตรวจที่ทราบผลเร็วกว่านี้ คือ รับเชื่อไปแค่ 16 วันก็สามารถพบได้ จะสามารถนำเข้ามาให้ใช้งานได้ในเร็ววันนี้

อ่านเพิ่มเติม

ระยะเวลา window period คืออะไร

หลายคนที่กำลังหาข้อมูลเรื่องการตรวจหาเชื้อเอชไอวี อาจจะเคยพบหรือผ่านตากับคำว่า ระยะเวลา window period นะครับ ซึ่งเจ้าคำๆ นี้มีความสำคัญมากทีเดียวสำหรับข้อมูลของการตรวจ เรามาทำความเข้าใจแบบง่ายๆ กันนะครับ

window period อธิบายแบบง่ายๆ คือ ช่วงเวลาที่คุณได้รับเชื้อมาแล้ว แต่ตัวภูมิคุ้มกันของร่ายกาย ( antibody ) ยังไม่ขึ้นถึงระดับที่จะตรวจหาได้ แอนติบอดีต่อเชื้อไวรัสในช่วงเวลานี้มักจะใช้เวลา 2 สัปดาห์ – 3 เดือน ( ร่างกายมีเชื้อแล้ว แต่ภูมิคุ้มกันของร่ายกายเรายังตรวจไม่เจอนั่นเองครับ ) ซึ่งช่วงในช่วงเวลานี้ที่เรายังไม่สามารถตรวจพบเชื้อได้ แต่ร่างกายของเราก็จัดว่าเป็นพาหะโรคติดต่อแล้วนะครับ ซึ่งเราจำเป็นต้องรอ ระยะเวลา Window period หลังจากที่เลือดจะมีจำนวนเชื้อเอชไอวีเพียงพอ ในแอนติบอดีจึงสามารถตรวจพบได้ และเราก็จะสามารถตรวจพบเชื้อได้นั่นเอง

แต่คนทุกคนไม่เหมือนกัน บางคนอาจมีระยะเวลาการตรวจพบเชื้อที่ช้าหรือเร็วกว่านั้น หลายคนมีการตอบสนองของภูมิคุ้มกันที่แตกต่างกัน หากตรวจสอบออกมาแล้วได้ผลเป็นลบ ก็ไม่สามารถบอกได้ทันทีว่าไม่มีการติดเชื้อ ทางที่ดีควรทำการตรวจซำ้ในทุกๆ 2 เดือน เพื่อความมั่นใจครับ

เราสามารถตรวจเอชไอวีด้วยตัวเองที่บ้านได้ ด้วยชุดตรวจมาตรฐาน สนใจ คลิ๊ก!!!

มีตุ่มขึ้นตามตัว เราติดเชื้อ HIV หรือเปล่านะ?

ส่วนหนึ่งจากหลายๆ คำถาม ที่รวบรวมจาก facebook.com/TNPplus ของเครือข่ายผู้ติดเชื้อเอชไอวี/เอดส์ ประเทศไทย หรือหลายคนสงสัยและมีคำถามมากมาย เกี่ยวกับอาการต่างๆ โดยเฉพาะตุ่มที่ขึ้นตามตัว เช่น

“ผมมีตุ่มแดงๆ ขึ้นตามร่างกาย ใช่อาการของคนเป็นเอดส์หรือเปล่าครับ?”

“เพื่อนหนูเค้าท้องเสียค่ะ แล้วก็น้ำหนักลดลง ใช่อาการของเอดส์ไหม แล้วมันติดกันได้รึเปล่า?”

“อาทิตย์ก่อนผมไปตากแดดมา ผมรู้สึกว่าตัวดำขึ้น เกี่ยวกับเอชไอวีไหมครับ แล้วเป็นระยะไหนแล้ว?”

คำถามข้างต้น หรือ คำถามที่ใกล้เคียงนี้ เป็นอาการที่บอกถึงการติดเชื้อเอชไอวีหรือเปล่า วันนี้อยากจะให้ทุกคนมาทำความเข้าใจ “ถูก” ให้กับ “ความเข้าใจผิด” เรื่องเอชไอวีกันดีกว่าครับ

8-

การติดเชื้อเอชไอวีนั้น ( เชื้อเอชไอวีต่างกับเอดส์ อ่านเพิ่มเติมที่นี่ )  จะไม่มีอาการที่บอกถึงการติดเชื้อ อย่างชัดแจ้งเหมือนที่ว่ามา หรือไม่ได้ทำให้เราป่วยในทันที นั่นจึงเป็นที่มาของคำว่า “ดูไม่ออก บอกไม่ได้ว่าใครติดเชื้อ” เพราะแม้จะได้รับเชื้อเอชไอวีมาแล้ว แต่หากภูมิต้านทานในร่างกายของเรายังคงมีมากอยู่ เราก็จะมีร่างกายแข็งแรงเหมือนคนทั่วๆ ไป

อ่านเพิ่มเติม

ประโยชน์ 6 อย่าง ที่ได้จากการตรวจเอชไอวี

ทราบหรือไม่คะว่าในขณะนี้ ประเทศไทยเรามีผู้ติดเชื้อเอชไอวีแล้วประมาณ 500,000 คน ซึ่งในจำนวนที่กล่าวมานี้ มีผู้ติดเชื้อเพียงครึ่งหนึ่ง หรือประมาณ 250,000 รายเท่านั้นที่ทราบผลเลือด และเข้าสู่ระบบการรักษา ทั้งนี้ การทราบผลการตรวจเลือดอย่างรวดเร็ว และทันท่วงทีจะสามารถช่วยให้ผู้ที่ไม่ติดเชื้อเกิดความตระหนักในการป้องกันตนเอง ส่วนผู้ที่ติดเชื้อ เอชไอวี ก็จะป้องกันไม่ถ่ายทอดเชื้อไปให้ผู้อื่น ขณะเดียวกันจะได้รับการรักษาด้วยยาต้านไวรัสอย่างรวดเร็ว ซึ่งปัจจุบันผู้ที่สามารถมารับยารักษาอย่างรวดเร็วมีโอกาสหายขาดได้ค่ะ เราขอเป็นอีกหนึ่งเสียง สำหรับการรณรงค์ให้ทุกคนตรวจเอชไอวีกันนะคะ

ประโยชน์ 6 อย่าง ที่จะได้จากการตรวจเอชไอวี

ขอบคุณภาพจาก สายด่วนปรึกษาเอดส์และท้องไม่พร้อม 1663

เราสามารถตรวจเอชไอวีด้วยตัวเองที่บ้านได้ ด้วยชุดตรวจมาตรฐาน สนใจ คลิ๊ก!!!

เรื่องที่ควรเข้าใจ มีเชื้อ HIV ไม่ได้แปลว่าเป็นเอดส์

ความรู้เรื่องโรคเอดส์ที่หลายคนเข้าใจผิด รู้หรือไม่ว่า การมีเชื้อ HIV ไม่ได้แปลว่าเป็นเอดส์

กลายเป็นกระแสอย่างมาก ทั้งจากทางโซเชียลเน็ตเวิร์ก และทางสื่อต่างๆ ที่มีการออกมาเผยแพร่ข้อมูลว่า การมีเชื้อ HIV อยู่กับตัวไม่ได้แปลว่าเราจะเป็นเอดส์เสมอไป ซึ่งเป็นประเด็นที่ปลุกกระแสและทำให้สังคมต้องออกมามาปรับความเข้าใจอย่างมากเกี่ยวกับโรคเอดส์และเชื้อ HIV

ประเด็นสำคัญที่เราต้องทำความเข้าใจก่อนเลยคือ การมีเชื้อ HIV ในร่างกาย ก็เหมือนกับการที่ร่างกายของเรามีเชื้อไวรัสชนิดอื่น ๆ แปลกปลอมเข้ามา โดยเชื้อเอชไอวี จะตรงเข้าจู่โจมเซลล์เม็ดเลือดขาว ซึ่งมีหน้าที่สำคัญในการกำจัดเชื้อโรคและไวรัสที่เข้ามาในร่างกายของเรา เพื่อรักษาสุขภาพของเราไม่ให้เกิดอาการเจ็บป่วย

 

hiv

หลังจากที่เจ้าเชื้อ HIV เข้ามาในร่างกายของเราได้แล้ว จะทำให้เซลล์เม็ดเลือดขาวมีจำนวนน้อยลง จนเป็นผลให้ความสามารถในการต่อสู้กับเชื้อโรคอื่น ๆ ได้ยากยิ่งขึ้น เป็นผลให้ภาวะภูมิคุ้มกันบกพร่อง จนเสี่ยงกับโรคฉวยโอกาสที่จะเข้ามาทำร้ายร่างกายเราในตอนที่ภูมิคุ้มกันของเรากำลังอ่อนแอ

อ่านเพิ่มเติม

คุณรู้จัก ‘เอดส์’ ดีแค่ไหน

คุณรู้จัก ‘เอดส์’ ดีแค่ไหน?

“เอดส์เป็นโรคร้ายแรง ใครเป็นโรคนี้ก็ต้องตายลูกเดียว”

“พวกสำส่อนทางเพศเท่านั้นละที่จะติดโรคอันตรายอย่างนี้”

“เอดส์เป็นโรคภูมิคุ้มกันร่างกายบกพร่อง ใครไม่ดูแลตัวเองดีๆ ก็มีสิทธิตายก่อน”

ไม่ว่าคุณจะรู้จักเอดส์ในแง่มุมไหนก็ตาม คุณอาจจะยังไม่ได้รู้จักมันดีพอในทุกแง่ทุกมุมก็ได้ วันนี้เราจะมาศึกษาถึงโรคร้ายชนิดนี้กัน  ว่าความเป็นจริงแล้วมันร้ายกาจ ‘อย่างที่เราคิด’ หรือร้ายกาจ ‘กว่าที่เราคิด’มากเพียงใด ถ้าพร้อมแล้วตามมาดูไปพร้อมๆกันตอนนี้เลยค่ะ
เอดส์ หรือ AIDS (Acquired Immune Deficiency Syndrome) คือ กลุ่มอาการภูมิคุ้มกันเสื่อม หรือเป็นกลุ่มอาการของโรคที่เกิดขึ้นจากการติดเชื้อไวรัสชนิดหนึ่งที่ชื่อว่า “HIV (Human Immunodeficiency Virus)” ซึ่งเชื้อไวรัสตัวดังกล่าวนี้จะเข้าไปทำลายเม็ดเลือดขาวชนิดที่เรียกว่า CD4 ซึ่งเดิมทีจะเป็นเซลล์เม็ดเลือดที่คอยทำหน้าที่สั่งให้ระบบภูมิคุ้มกันร่างกายต่อสู้กับเชื้อโรคต่างๆ  เพื่อสร้างภูมิคุ้มกันโรคให้แก่ร่างกาย และเมื่อเซลล์เม็ดเลือดขาวชนิด CD4 ถูกทำลายลงไป จนมีจำนวนต่ำกว่า 200 เซลล์ ก็จะส่งผลให้ร่างกายไม่สามารถต่อสู้กับเชื้อโรคต่างๆได้อีกต่อไป  จึงส่งผลให้ร่างกายติดเชื้อโรคต่างๆ ได้ง่ายขึ้นไม่ว่าจะเป็น เชื้อวัณโรคในปอด เชื้อปอดบวม เชื้อไข้หวัดใหญ่ เกิดเยื่อหุ้มสมองอักเสบจากเชื้อรา หรือเป็นมะเร็งบางชนิด ซึ่งทั้งหมดล้วนแต่เป็นหนทางที่นำมาสู่สาเหตุของการเสียชีวิตในที่สุด

อ่านเพิ่มเติม

20 คำถามก่อนบริจาคเลือด

แม้ว่าการบริจาคเลือดจะทำให้ผู้บริจาครู้สึกติ อิ่มเอมใจที่ได้ทำกุศล เพราะได้แบ่งปันและช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน แต่ก็ใช่ว่าทุกๆ คนสามารถไปบริจาคเลือดได้ เพราะว่าการบริจาคเลือดนั้นคุณต้องเสียเลือดในร่างกายจำนวนไม่น้อย ซึ่งอาจส่งผลข้างเคียงต่อสุขภาพของคุณเองหลังบริจาคได้เหมือนกัน หรือในทางตรงกันข้ามหากว่าเลือดของคุณไม่สมบูรณ์และอาจมีเชื้อโรคก็อาจทำให้ผู้ที่ได้รับเลือดของคุณติดเชื้อที่อยู่ในเลือดของคุณตามไปด้วย แต่เมื่อมีความตั้งใจจะบริจาคแล้ว มีคำถาม 20 ข้อ ที่คุณต้องตอบตัวเองก่อนว่าสภาพร่างกายของคุณพร้อมแล้ว หรือเลือดของคุณพร้อมที่จะมอบเพื่อต่อชีวิตผู้อื่นได้อย่างปลอดภัยหรือไม่ ดังนี้

บริจาคเลือด

1. สุขภาพสมบูรณ์พร้อมที่จะบริจาคเลือด อายุระหว่าง 17-60 ปี

2. นอนหลับเพียงพอไม่น้อยกว่า 6 ชั่วโมง

3. มีอาการท้องเสีย ท้องร่วงภายใน 7 วันก่อนบริจาคเลือดหรือไม่ เพราะผู้บริจาคจะอ่อนแอรับประทานไป ส่วนผู้รับเลือดอาจได้รับเชื้อที่มากับเลือดได้ด้วย

4. ใน 3 เดือนที่ผ่านมา มีอาการน้ำหนักลดโดยไม่ทราบสาเหตุ ซึ่งอาจมีสาเหตุจากโรคเบาหวาน ธัยรอยด์เป็นพิษ เครียด วิตกกังวล ก็ไม่ควรบริจาคเลือด

อ่านเพิ่มเติม

แพทย์ไทยทำได้โชว์ผลงานวิจัยเด็ดรักษา”เอดส์”หายขาด

เมื่อวันที่ 3-6 มีนาคม 2558 มีกระแสข่าวว่า  นักวิจัยจากประเทศไทยได้เผยแพร่ผลงานสร้างความฮือฮาให้แก่สมาชิกในที่ประชุมเป็นอย่างมาก เนื่องจากเป็นงานวิจัยเกี่ยวกับ การรักษาผู้ติดเชื้อเอชไอวีในระยะแรกให้มีโอกาสหายขาดได้ ในการประชุมแพทย์และนักวิจัยเกี่ยวกับโรคเอดส์และโรคติดเชื้อฉวยโอกาสระดับโลก หรือ “CROI 2013” (The Conference on Retroviruses and Opportunistic Infections) ณ เมืองแอตแลนตา รัฐจอร์เจีย สหรัฐอเมริกา

maxresdefault

 

โดย ศ.นพ.ประพันธ์ ภานุภาค ผอ.ศูนย์วิจัยโรคเอดส์ สภากาชาดไทย ระบุว่า การประชุมครั้งนี้มีการเสนองานวิจัยใหม่ๆ จากทั่วโลก แต่ที่ได้รับความสนใจมีผู้สอบถามข้อมูลมากสุด คือ งานวิจัยของแพทย์หญิงไทยเกี่ยวกับการทดลอง ตรวจเชื้อเอชไอวีแล้วพบในระยะเริ่มแรกไม่เกิน 1 อาทิตย์ หลังจากรับเชื้อแล้วให้กินยาสูตรเบื้องต้นทันที ผลปรากฏว่าแทบจะไม่พบเชื้อหลงเหลืออยู่ในร่างกายหรือพบบางส่วนที่น้อยมาก ถือว่าเป็นนิมิตหมายอันดีของผู้ติดเชื้อเอดส์รายใหม่

อ่านเพิ่มเติม