คลังเก็บหมวดหมู่: ตรวจเอชไอวี

ยารักษาเอดส์ตัวใหม่อาจขจัดเชื้อ HIV ออกจากร่างกายได้ 100%

ทีมนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยในสหราชอาณาจักร 5 แห่ง กำลังทดสอบวัคซีนรักษาโรคเอดส์กับผู้ป่วยจำนวน 50 คน ตอนนี้กระบวนการทดสอบยังอยู่ในช่วงเริ่มต้น แต่ Mark Samuels กรรมการผู้อำนวยการของสถาบัน National Institute for Health Research Office for Clinical Research Infrastructure ก็ออกมาให้สัมภาษณ์ว่า “คืบหน้าไปด้วยดี”

wddlvrn
การรักษาเอดส์ในปัจจุบัน anti-retroviral therapies (Art) สามารถรักษาได้เฉพาะ T-cell ที่ติดเชื้อ HIV แต่ยังทำงานได้อยู่ แต่ไม่สามารถตรวจจับและรักษา T-cell ที่หยุดเติบโตได้
ส่วนการรักษาแบบใหม่แยกการรักษาเป็น 2 ขั้นตอน ขั้นแรกคือมีวัคซีนที่ช่วยให้ร่างกายแยกแยะเซลล์ที่ติดเชื้อไวรัส เพื่อกำจัดออกจากร่างกาย ส่วนขั้นที่สองเป็นยาตัวใหม่ชื่อ Vorinostat สามารถกระตุ้น T-cell ที่หยุดเติบโตแล้ว เพื่อให้ระบบภูมิคุ้มกันตรวจจับเจอ วิธีการรักษาแบบใหม่สามารถทำลายไวรัส HIV ทั้งหมดที่มีอยู่ในร่างกายได้
ผลการทดสอบกับชายวัย 44 ปี หนึ่งในกลุ่มตัวอย่าง ระบุว่าเขา “ใกล้หาย” แล้ว การทดสอบเลือดครั้งล่าสุดไม่พบไวรัสอีกแล้ว ถ้าผลการทดสอบสำเร็จตามคาด เขาจะกลายเป็นมนุษย์คนแรกที่หายจากโรคเอดส์

ที่มา – Sunday Times, Telegraph, Gizmodo ภาพโดย CDC จาก Wikipedia
บทความไทย – blognone.com

มีตุ่มขึ้นตามตัว เราติดเชื้อ HIV หรือเปล่านะ?

ส่วนหนึ่งจากหลายๆ คำถาม ที่รวบรวมจาก facebook.com/TNPplus ของเครือข่ายผู้ติดเชื้อเอชไอวี/เอดส์ ประเทศไทย หรือหลายคนสงสัยและมีคำถามมากมาย เกี่ยวกับอาการต่างๆ โดยเฉพาะตุ่มที่ขึ้นตามตัว เช่น

“ผมมีตุ่มแดงๆ ขึ้นตามร่างกาย ใช่อาการของคนเป็นเอดส์หรือเปล่าครับ?”

“เพื่อนหนูเค้าท้องเสียค่ะ แล้วก็น้ำหนักลดลง ใช่อาการของเอดส์ไหม แล้วมันติดกันได้รึเปล่า?”

“อาทิตย์ก่อนผมไปตากแดดมา ผมรู้สึกว่าตัวดำขึ้น เกี่ยวกับเอชไอวีไหมครับ แล้วเป็นระยะไหนแล้ว?”

คำถามข้างต้น หรือ คำถามที่ใกล้เคียงนี้ เป็นอาการที่บอกถึงการติดเชื้อเอชไอวีหรือเปล่า วันนี้อยากจะให้ทุกคนมาทำความเข้าใจ “ถูก” ให้กับ “ความเข้าใจผิด” เรื่องเอชไอวีกันดีกว่าครับ

8-

การติดเชื้อเอชไอวีนั้น ( เชื้อเอชไอวีต่างกับเอดส์ อ่านเพิ่มเติมที่นี่ )  จะไม่มีอาการที่บอกถึงการติดเชื้อ อย่างชัดแจ้งเหมือนที่ว่ามา หรือไม่ได้ทำให้เราป่วยในทันที นั่นจึงเป็นที่มาของคำว่า “ดูไม่ออก บอกไม่ได้ว่าใครติดเชื้อ” เพราะแม้จะได้รับเชื้อเอชไอวีมาแล้ว แต่หากภูมิต้านทานในร่างกายของเรายังคงมีมากอยู่ เราก็จะมีร่างกายแข็งแรงเหมือนคนทั่วๆ ไป

ทั้งนี้ หากต้องการจะสังเกตอาการอาจต้องรอ ๗ – ๑๐ ปี ผู้ติดเชื้อฯ ถึงจะเริ่มมีอาการป่วยเอดส์ หรืออาการป่วยที่เกิดจากภาวะการติดเชื้อฯ ซึ่งระยะเวลาที่เริ่มป่วยขึ้นอยู่กับภูมิต้านทานของแต่ละคน แล้วก็จะมีอาการแตกต่างกันไปตามแต่โรคที่เป็น ซึ่งโรคเหล่านี้เรียกว่าโรคฉวยโอกาส มีด้วยกันหลายโรค อย่างอาการของโรคที่เรามักนึกถึงหรือเห็นภาพอยู่บ่อยๆ คือ อาการของตุ่มพีพีอี ที่มีลักษณะคล้ายตุ่มมดหรือยุงกัด ขึ้นตามตัว แขนขา แต่อาการนี้ไม่ใช่อาการที่ผู้ป่วยเอดส์ ทุกคนต้องเป็นเสมอไป และโรคหลายโรค คนที่ไม่มีเชื้อเอชไอวีก็สามารถเป็นได้ เช่น วัณโรคปอด งูสวัด เป็นต้น

ผู้ติดเชื้อฯ จะป่วยด้วยโรคฉวยโอกาสก็ต่อเมื่อรับเชื้อเอชไอวีมาระยะหนึ่ง จนทำให้ภูมิต้านทานถูกทำลายจนต่ำลง และไม่ได้รับการรักษา หรือเข้าถึงการรักษาช้า คือ มารักษาหลังจากที่ติดเชื้อฯ มานานหลายปีแล้ว

อย่างไรก็ตาม ถึงแม้ว่าจะป่วยแล้ว ทุกโรคฉวยโอกาสก็สามารถรักษาได้ อีกทั้งหลายๆ โรคก็มียากินป้องกันได้

นอกจากนี้ ยังมีการรักษาด้วยยาต้านไวรัสเอชไอวี ที่ทำหน้าที่ยับยั้งเชื้อเอชไอวีไม่ให้ไปทำลายภูมิคุ้มกันของเรา และเมื่อภูมิคุ้มกันไม่ถูกทำลาย โอกาสที่จะป่วยด้วยโรคฉวยโอกาสก็แทบจะไม่มี ทำให้ร่างกายของผู้ที่มีเชื้อฯ แข็งแรงเหมือนคนที่ไม่มีเชื้อฯ

และนี่ก็เป็นที่มาของคำว่า “เอดส์ รักษาได้” และ “ผู้ติดเชื้อเอชไอวี” ไม่ต่างจากคนทั่วๆ ไป เพราะพวกเขาไม่ได้มี “อาการ” ให้ต้องสังเกต เหมือนกับที่ “เอดส์” ไม่ได้มีระยะ อย่างที่หลายๆ คนกลัวหรือเข้าใจ เอดส์ไม่มีระยะ ๑,๒,๓ หรือระยะสุดท้าย มีแต่ ระยะ “ป่วยเอดส์” กับ “ติดเชื้อเอชไอวี” เท่านั้น ถ้าอยากจะรู้ว่าเรามีเชื้อเอชไอวีอยู่ในร่างกายหรือไม่ ทางเดียวที่จะรู้ได้ คือ ต้องตรวจเลือดหาเชื้อเอชไอวี

อ่านเพิ่มเติม

กำลังใจ…ยาต้านเชื้อเอดส์ที่เรียบง่ายแต่ได้ผล

เมื่อเชื้อเอชไปวีได้เข้ามาทำลายชีวิตของคุณไปแล้ว ความสิ้นหวังในจิตใจก็เป็นสิ่งสำคัญที่เกิดขึ้นมาแทนที่ในความรู้สึกที่ดีในทันที

‘เพราะอะไรเราจึงโชคร้ายขนาดนี้’

‘ถ้าวันนั้นเราไม่…ก็คงจะไม่เป็นแบบนี้สินะ’

‘เพราะคุณคนเดียว ชีวิตฉันจึงต้องพบจุดจบแบบนี้’

‘อยู่ไปก็มีแต่คนรังเกียจ ขอจากโลกนี้ไปซะตั้งแต่ตอนนี้คงดีกว่า’

            นี่เป็นเพียงเสียงส่วนหนึ่งที่ผู้ติดเชื้อเอดส์ร้องเรียกขอความเห็นใจจากคนปกติทั่วไป แต่เพียงแค่การตัดพ้อต่อชะตาชีวิตหรือรอคอยความตาย คงจะไม่ใช่วิธีการที่ถูกต้องเสียเท่าไร ที่จะทำให้คุณพบเจอกับความสุขในชีวิตหรือสามารถมีชีวิตอยู่ต่อไปได้อย่างยาวนาน “กำลังใจ” เท่านั้นที่จะเป็นเหมือนแรงขับเคลื่อนที่ช่วยให้คุณสามารถต่อสู้กับโรคร้ายโรคนี้ต่อไปได้ และเมื่อวันหนึ่งที่คุณสะสมกำลังใจได้เต็มกระปุก เมื่อนั้นเองที่คุณจะได้พบกับความสุขที่คุณรอคอยอย่างแท้จริง

hiv

 ที่มา: http://www.huffingtonpost.com/johnmanuel-andriote/for-gay-mens-hivaids-awar_b_5868584.html

การสร้าง “กำลังใจ” ในผู้ป่วยที่ติดเชื้อเอชไอวี ไม่ใช่สิ่งที่ยากจนเกินไปขอเพียงแค่คุณลองปฏิบัติตามวิธีการดังต่อไปนี้ ก็น่าจะช่วยให้คุณสามารคเรียกกำลังใจให้กลับมาได้อีกครั้ง และทำให้คุณสามารถยืนบนลำแข้งของตนเองได้อย่างมั่นคง โดยไม่ต้องหวังให้ใครมาเห็นใจเมื่ออย่างที่แล้วมา

อ่านเพิ่มเติม

หลากหลายคำถามที่คุณควรรู้เกี่ยวกับเอชไอวีและเอดส์

หลายคนมักเรียกผู้ติดเชื้อ HIV ว่า ติดเอดส์ ซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่ถูกต้อง ที่ถูกต้องคือ ติดเชื้อเอชไอวี สิ่งที่เราต้องทำความเข้าใจเป็นอันดับแรกคือเอดส์กับเอชไอวีต่างกันอย่างไร?

เอชไอวี คือ เชื้อไวรัส ที่เป็นสาเหตุนำไปสู่ โรคเอดส์ (AIDS) ส่วนใหญ่คนที่ติดเชื้อเอชไอวีมักไม่มีอาการป่วย

เอดส์ (AIDS) คือ ชื่อที่ใช้เรียกกลุ่มโรคที่เป็นผลมาจากเชื้อเอชไอวี โดยเชื้อเอชไอวีจะเข้าไปทำลายระบบภูมิคุ้มกันของร่างกาย ทำให้ร่างกายไม่สามารถต่อสู้กับเชื้อโรคแทรกซ้อนอื่นๆได้

โรคแทรกซ้อนจากเอดส์นั้น ไม่ได้หมายความว่าคุณจะต้องเสียชีวิตเพราะหลายๆ โรค เราก็สามารถอยู่และจัดการกับมันได้เช่นกัน ด้วยการรักษาและการทานยาต้านไวรัส จะทำให้ภูมิคุ้มกันของร่างกายแข็งแกร่งขึ้น

เอชไอวี

เชื้อเอชไอวีพบได้ที่ไหนบ้าง?
สารคัดหลั่งหรือน้ำทุกชนิดที่ออกจากร่างกายมีเชื้อเอชไอวีมากน้อยต่างกัน
ที่มีเชื้อปริมาณมาก : เลือด, น้ำจากช่องคลอด, ตกขาว, น้ำจากเลือดประจำเดือน, น้ำนมแม่
ที่มีเชื้อปริมาณน้อย : น้ำตา, น้ำลาย, น้ำมูก, เสมหะ
แทบจะไม่มีเชื้อ : อุจจาระ, ปัสสาวะ, เหงื่อ

ทำไมน้ำสารคัดหลั่งต่างๆจึงมีปริมาณไวรัสไม่เท่ากัน?

ไวรัสเอชไอวีชอบเม็ดเลือดขาวในกระแสเลือดเพื่อแบ่งตัวและเจริญเติบโต ดังนั้นน้ำสารคัดหลั่งใดที่มีเม็ดเลือดขาวหรือเลือดเข้าไปเกี่ยวข้องจึงมีไวรัสมาก เช่น เลือด, น้ำจากช่องคลอด, ตกขาว, ประจำเดือน, น้ำหนอง, ในทางตรงข้ามน้ำใดไม่มีเลือด หรือไม่มีเม็ดเลือดขาวปะปนก็จะมีปริมาณไวรัสเอชไอวีน้อย เช่น ปัสสาวะ, อุจจาระ และเหงื่อ เป็นต้น

เชื้อเอชไอวีอยู่นอกร่างกาย อยู่นานแค่ไหน?

เชื้อเอชไอวีร้ายก็จริงแต่ใจเสาะครับ ไม่สามารถทนต่อสภาวะแวดล้อมภายนอกได้ โดยทั่วไปมันจะอยู่ได้เป็นชั่วโมงหรือแค่ไม่เกินวัน ทั้งนี้อยู่ที่สิ่งแวดล้อม ถ้าถูกความร้อน ความแห้ง กรดด่างหรือแสงแดดก็ง่อยแล้ว แต่ถ้าได้ที่เหมาะสมๆ มีความชื้นดีๆ หรือห้องแอร์ที่เย็นจัด (ราวๆ 20 องศาเซลเซียส) ก็อยู่ได้ หลายวันแต่ไม่ถึงสัปดาห์

เชื้อเอชไอวีอยู่ในร่างกายสัตว์อื่นได้หรือไม่?

มีคนกับลิงบางชนิดเท่านั้นที่เชื้อเอชไอวีจะมีชีวิตอยู่ได้ เชื้อเอชไอวีไม่สามารถจะมีชีวิตอยู่ในสัตว์อื่น เช่น สุนัข,แมว,วัว,ควายหรือแม้แต่ยุง เชื้อก็จะตายภายในเวลาไม่นานนัก ดังนั้นยุงที่มาดูดเลือดคนมีเชื้อเอดส์ เชื้อก็จะตาย เชื้อในตัวยุงไม่สามารถติดต่อไปยังคนอื่นที่ถูกยุงกัดได้

อ่านเพิ่มเติม

ทำอย่างไรเมื่อคนใกล้ตัวเป็น ‘เอดส์’

เป็นคำถามที่คาใจหลายคนเสมอมาว่า “หากเราจำเป็นต้องใช้ชีวิตร่วมกันกับผู้ป่วยโรคเอดส์ จะมีอะไรบ้างที่เราควรทำ หรือมีอะไรบ้างที่เราห้ามทำ เพื่อที่จะสามารถใช้ชีวิตอยู่กับพวกเขาได้อย่างมีความสุขมากที่สุด”

ต้องทำความเข้าใจก่อนว่า การป่วยเป็นโรคเอดส์นั้นมีหลายระยะ เพราะฉะนั้นผู้ป่วยโรคเอดส์ในระยะแรกๆที่ได้รับการรักษาตั้งแต่เริ่มรู้ตัวว่าได้รับเชื้อ จึงเป็นบุคคลที่ไม่แตกต่างอะไรก็บุคคลธรรมดาทั่วไปเลย เพียงแต่พวกเขาจำเป็นต้องได้รับยาต้านเชื้อไวรัสเอดส์อย่างสม่ำเสมอ และอยู่ภายใต้การดูแลของแพทย์เป็นระยะๆ เพื่อตรวจตราความปลอดภัยของร่างกายอย่างสม่ำเสมอ

เป็นเอดส์

ภาพจาก : http://swiftaudiology.com/patient-stories/

   ผู้ติดเชื้อเอชไอวีไม่ได้จะสามารถแพร่เชื้อสู่บุคคลอื่นๆได้ง่าย เพราะฉะนั้น การอาศัยอยู่ในบ้านหลังเดียวกัน หยอกล้อเล่นกัน รับประทานอาหารร่วมโต๊ะกัน ใช้อุปกรณ์หรือเครื่องใช้ในบ้านร่วมกัน หรือแม้แต่การนอนบนเตียงเดียวกัน ก็ไม่ได้เป็นการทำให้เชื้อโรคแพร่กระจายออกไปแต่อย่างใด หากคุณไม่ได้มีเพศสัมพันธ์อย่างไม่ปลอดภัยร่วมกัน เพราะฉะนั้น จึงวางใจได้เลยว่าการพูดคุยหรือทำกิจกรรมต่างๆร่วมกับผู้ป่วยเอดส์ ไม่ได้เป็นอันตรายร้ายแรงต่อคุณอย่างแน่นอน ในทางกลับกัน ยังมีผลให้ผู้ป่วยเอดส์คนนั้นๆ รู้สึกดีขึ้นมาเสียอีกที่มีคนมาดูแลเอาใจใส่ และไม่รู้สึกรังเกียจในโรคที่พวกเขาเป็น การที่ผู้ติดเชื้อมีกำลังใจเช่นนี้ ย่อมช่วยต่อลมหายใจให้เขาสามารถใช้ชีวิตอยู่บนโลกมนุษย์ได้นานมากไปกว่าเดิม

อ่านเพิ่มเติม

อย่ากลัวที่จะตรวจเลือด ตรวจเอชไอวี

หากคุณเป็นคนหนึ่งที่มักจะมีเพศสัมพันธ์โดยไม่ได้ป้องกันหรือไม่ได้สวมถุงยางอนามัย  หรือมีการใช้เข็มฉีดยาเสพติดร่วมกับผู้อื่นอยู่บ่อยครั้ง ให้คุณรู้ตัวไว้เลยว่า คุณคือบุคคลผู้เสี่ยงต่อการติดเชื้อเอชไอวีเป็นอย่างมาก เพราะการกระทำดังกล่าวเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้เชื้อไวรัชเอชไอวีถ่ายทอดจากคนหนึ่งสู่อีกคนหนึ่งได้

รู้หรือไม่ว่า ทุกๆปีมีคนไทยติดเชื้อเอชไอวีใหม่เพิ่มขึ้นปีละเกือบ 20,000 ราย ซึ่งการจะตรวจสอบว่าคุณคือหนึ่งในบุคคลนั้นๆหรือไม่ สามารถทำได้โดยวิธีการทางวิทยาศาสตร์ ที่เรียกว่า “การตรวจเลือด” นั่นเอง

ตรวจเลือด

 

ภาพจาก : http://www.caribbean360.com/news/barbados_news/late-stage-hivaids-diagnoses-worries-barbados-authorities

หลายคนเกรงกลัวกับการพิสูจน์ความจริงที่ว่านี้ หรือคิดว่าตัวเองน่าจะเป็นผู้โชคดีที่คงไม่ติดเชื้อโรคร้ายนี้ชนิดนี้หรอก แม้ว่าจะมีพฤติกรรมที่สุ่มเสี่ยงต่อการติดเชื้อตามที่ได้กล่าวมาข้างต้นก็ตาม บางคนคิดว่าตนเองเป็นบุคคลที่แข็งแรงและออกกำลังกายอยู่เสมอ จนคิดว่าเชื้อไวรัสชนิดนี้ไม่น่าจะสามารถเล่นงานอะไรต่อตนเองได้ ประกอบกับไม่ได้พบอาการผิดปกติแต่อย่างใด จึงไม่ยอมที่จะไปตรวจเลือดตามที่มีผู้แนะนำ

และด้วยความประมาทที่ว่านี้ จึงทำให้จำนวนผู้ติดเชื้อเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องทุกปี เพราะการที่คุณไม่ได้ตรวจเลือดตั้งแต่ช่วงต้นๆของการติดเชื้อ จะยิ่งทำให้อาการป่วยนี้รุนแรงมากขึ้นหากพบว่าในร่างกายมีเชื้อเอชไอวีในระยะหลังๆ และการรักษาก็จะทวีความยุ่งยากมากขึ้นด้วย นอกจากนี้ อาจมีอาการป่วยที่เกิดขึ้นมาแบบกระทันหัน  จนทำให้มีโอกาสที่จะเสียชีวิตได้สูงด้วย

            ทีนี้ เรามาดูกันดีกว่าว่า จะต้องตรวจเชื้อแบบใดถึงจะทำให้รู้ว่า “คุณนั้นมีสิทธิติดเชื้อเอชไอวีหรือไม่

อ่านเพิ่มเติม

โรคเอดส์…รู้ไวรักษาได้ทัน

อย่างที่รู้กันดีว่าเอดส์” เป็นโรคร้ายที่เกิดจากเชื้อไวรัส ที่เข้าไปทำลายระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายและทำให้ร่างกายเกิดความเสี่ยงต่อการติดเชื้อฉวยโอกาส และเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้ผู้ป่วยโรคเอดส์เสียชีวิตหรือถึงแก่ความตาย การตรวจวินิจฉัยโรคเอดส์จึงจำเป็นต้องทำด้วยความละเอียดถี่ถ้วน และมีมาตรฐานที่เป็นไปในทางเดียวกัน เพื่อให้ผู้ป่วยโลกเอดส์ทุกคนได้รับการรักษาและเยียวยาอาการป่วยอย่างถูกวิธี ดังนั้น องค์การอนามัยโลกจึงได้นิยามวิธีการในการวินิจฉัยโรคเอดส์ขึ้นมาใหม่ ทั้งนี้ก็เพื่อสื่อสารความเข้าใจให้ตรงกัน และทำให้เกิดประโยชน์ในการวินิจฉัย และการรักษาโรคร้ายชนิดนี้ให้ได้มากที่สุดนั่นเอง

หลักเกณฑ์ในการวินิจฉัยผู้ที่ติดเชื้อเอชไอวีหรือผู้ป่วยโรคเอดส์ ที่มีอายุตั้งแต่ 18 ปีขึ้นไป จะใช้หลักเกณฑ์ในการตรวจโรคโดยการ  ตรวจ ‘ภูมิ antibody ที่ต่อต้านเชื้อโรคเอดส์’ ซึ่งจะต้องพบถึง 2 ครั้ง ด้วยวิธีการที่แตกต่างกัน เพื่อยืนยันผลความถูกต้อง หรืออาจทำโดยการตรวจ ‘เชื้อโรคเอดส์ในเลือด (HIV-RNA or HIV-DNA)’ และจำเป็นต้องมีการยืนยันผลอีกครั้งเช่นกัน แต่สำหรับในกรณีที่เป็นเด็ก ที่มีอายุน้อยกว่า 18 ปี การวินิจฉัยโรคเอดส์จะใช้เพียงแค่การตรวจ ‘เชื้อโรคเอดส์ในเลือด (HIV-RNA or HIV-DNA)’ ซึ่งมีการตรวจยืนยันผลอีกครั้งเท่านั้น และจะไม่ใช้วิธีการตรวจ ‘ภูมิ antibody ที่ต่อต้านเชื้อโรคเอดส์’ มาใช้เป็นเครื่องมือยืนยันการวินิจฉัยโรคชนิดนี้

รักษาเอดส์

ภาพจาก : http://abcnews.go.com/Health/uk-doctor-id-hiv-diabetes/story?id=23349162

          สำหรับการวินิจฉัย ‘Primary infection’ ของโรคเอดส์ ได้รับคำนิยามจากองค์กรควบคุมโรคติดต่อของประเทศอเมริกา (CDC)ไว้ดังต่อไปนี้ กล่าวคือPrimary infectionเป็นการติดเชื้อโรคเอดส์ที่เกิดขึ้นในทารก เด็ก หรือผู้ใหญ่ ซึ่งอาจจะมีหรือไม่มีอาการในกลุ่ม acute retroviral syndrome เช่น มีไข้หลังจากได้รับเชื้อเป็นเวลา 2-4 สัปดาห์ ต่อมน้ำเหลืองโต เจ็บคอ มีแผลที่ปากหรืออวัยวะเพศ เยื่อหุ้มสมองอักเสบ และพบการติดเชื้อฉวยโอกาส แต่ที่สำคัญก็คือ การตรวจพบภูมิ antibody ต่อโรคเอดส์หรือตรวจพบเชื้อโรคเอดส์(HIV-RNA or HIV-DNA) โดยที่ตรวจไม่พบภูมิ

อ่านเพิ่มเติม

คุณรู้จัก ‘เอดส์’ ดีแค่ไหน

คุณรู้จัก ‘เอดส์’ ดีแค่ไหน?

“เอดส์เป็นโรคร้ายแรง ใครเป็นโรคนี้ก็ต้องตายลูกเดียว”

“พวกสำส่อนทางเพศเท่านั้นละที่จะติดโรคอันตรายอย่างนี้”

“เอดส์เป็นโรคภูมิคุ้มกันร่างกายบกพร่อง ใครไม่ดูแลตัวเองดีๆ ก็มีสิทธิตายก่อน”

ไม่ว่าคุณจะรู้จักเอดส์ในแง่มุมไหนก็ตาม คุณอาจจะยังไม่ได้รู้จักมันดีพอในทุกแง่ทุกมุมก็ได้ วันนี้เราจะมาศึกษาถึงโรคร้ายชนิดนี้กัน  ว่าความเป็นจริงแล้วมันร้ายกาจ ‘อย่างที่เราคิด’ หรือร้ายกาจ ‘กว่าที่เราคิด’มากเพียงใด ถ้าพร้อมแล้วตามมาดูไปพร้อมๆกันตอนนี้เลยค่ะ
เอดส์ หรือ AIDS (Acquired Immune Deficiency Syndrome) คือ กลุ่มอาการภูมิคุ้มกันเสื่อม หรือเป็นกลุ่มอาการของโรคที่เกิดขึ้นจากการติดเชื้อไวรัสชนิดหนึ่งที่ชื่อว่า “HIV (Human Immunodeficiency Virus)” ซึ่งเชื้อไวรัสตัวดังกล่าวนี้จะเข้าไปทำลายเม็ดเลือดขาวชนิดที่เรียกว่า CD4 ซึ่งเดิมทีจะเป็นเซลล์เม็ดเลือดที่คอยทำหน้าที่สั่งให้ระบบภูมิคุ้มกันร่างกายต่อสู้กับเชื้อโรคต่างๆ  เพื่อสร้างภูมิคุ้มกันโรคให้แก่ร่างกาย และเมื่อเซลล์เม็ดเลือดขาวชนิด CD4 ถูกทำลายลงไป จนมีจำนวนต่ำกว่า 200 เซลล์ ก็จะส่งผลให้ร่างกายไม่สามารถต่อสู้กับเชื้อโรคต่างๆได้อีกต่อไป  จึงส่งผลให้ร่างกายติดเชื้อโรคต่างๆ ได้ง่ายขึ้นไม่ว่าจะเป็น เชื้อวัณโรคในปอด เชื้อปอดบวม เชื้อไข้หวัดใหญ่ เกิดเยื่อหุ้มสมองอักเสบจากเชื้อรา หรือเป็นมะเร็งบางชนิด ซึ่งทั้งหมดล้วนแต่เป็นหนทางที่นำมาสู่สาเหตุของการเสียชีวิตในที่สุด

รู้จักเอดส์

ภาพจาก : http://yourbusinesstrader.com/usa-pharmacy/uk166.html

            เมื่อร่างกายได้รับเชื้อโรคเข้าไปแล้ว เป็นปกติที่ร่างกายของคนเราจะพยายามต่อสู้กับเชื้อโรคเหล่านั้นด้วยการสร้างแอนติบอดีขึ้นมา เชื้อเอชไอวีก็เช่นกัน ทำให้เมื่อเรามีการตรวจร่างกายของคนเหล่านี้ ก็มักจะพบแอนติบอดีที่ร่างกายสร้างขึ้นมาต่อสู้กับเชื้อโรคในปริมาณมาก ซึ่งการมีแอนติบอดีในปริมาณมาก ก็แสดงว่าร่างกายของเราได้รับเชื้อเอชไอวีเข้าไปแล้ว หรืออาจเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า  “มีเลือดบวก (HIV-Positive)” นั่นเอง
แต่ก็ไม่ใช่ว่าทุกคนที่สัมผัสกับเชื้อเอชไอวี จำเป็นจะต้องติดเชื้อชนิดนี้เสมอไป เพราะก็ต้องขึ้นอยู่กับปริมาณเชื้อที่ได้รับ และภูมิต้านทานของผู้สัมผัสในขณะนั้นๆด้วย ซึ่งหากเมื่อใดที่ร่างกายได้รับเชื้อเข้าไปในช่วงเวลาที่กำลังอ่อนแอ  เชื้อเอชไอวีนี้ก็จะค่อยๆคืบคลานข้าไปทำลายระบบภูมิคุ้มกันของเราทีละน้อยๆ ซึ่งจะส่งผลให้ร่างกายอ่อนแอลงเรื่อยๆ  เมื่อมีเชื้อไวรัส เชื้อรา และแบคทีเรียแปลกๆเข้ามาในร่างกาย เราก็จะเกิดอาการเจ็บป่วยได้เร็วกว่าปกติ เนื่องจากภูมิคุ้มกันที่ร่างกายเคยมี ถูกทำลายหมดสิ้นไปแล้วนั่นเอง และเมื่อภูมิคุ้มกันของร่างกายถูกทำลายลงอย่างเสียหายย่อยยับ ก็จะเกิดเป็น ‘โรคเอดส์’ ขึ้นมาในที่สุด

อ่านเพิ่มเติม

มีทางไหนหรือไม่ที่จะทำให้หายเป็น ‘เอดส์’

แต่ก่อนเราจำเป็นต้องยอมรับกับความจริงที่ว่า “เอดส์ไม่มีทางรักษาให้หายขาดได้” ทำได้แต่เพียงกินยาเพื่อคุมอาการไปเรื่อยๆ หากอยากจะมีชีวิตอยู่ได้นานๆ ก็ต้องพยายามทานยาอย่างสม่ำเสมอ รับประทานอาหารที่มีคุณค่าทางโภชนาการ  รักษาสุขภาพให้แข็งแรง พักผ่อนให้เพียงพอ  หรือทำจิตใจให้ผ่องใส ซึ่งถ้าหากสามารถทำได้ตามที่กล่าวมานี้ คุณก็อาจจะมีชีวิตที่ยืนยาวมากกว่าคนที่ไม่ได้ป่วยเป็นโรคเอดส์ด้วยซ้ำ แต่สักวันหนึ่งคุณก็ต้องจบชีวิตลงเพราะเชื้อไวรัสตัวนี้อยู่ดี อย่างไรก็ตาม ด้วยความทันสมัยและวิทยาการทางการแพทย์ที่ก้าวไกลของโลก ทำให้ความเชื่อเดิมๆกำลังจะถูกลบล้างออกไป เพราะในปัจจุบัน แพทย์สามารถรักษาโรคเอดส์ให้หายขาดได้แล้ว หากคุณรู้ทัน และรักษามันได้อย่างดีเพียงพอ

วิทยาการความรู้เรื่องโรคเอดส์มีการพัฒนาอย่างก้าวหน้ามากยิ่งขึ้น ยาต้านไวรัสเอชไอวีตัวแรกถูกคิดค้นขึ้นมาได้ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2530 และในปีต่อๆมา ก็มีนักวิทยาศาสตร์หลายต่อหลายคนได้พยายามคิดค้นยาต้านไวรัสเอชไอวีหรือยาที่จะช่วยหยุดการเจริญเติบโตของเชื้อเอชไอวีออกมามากมายกว่า 30 ชนิด ทำให้ผู้ป่วยโรคเอดส์ในปัจจุบันสามารถจับต้องยาเหล่านี้ได้โดยง่าย เนื่องจากราคาของยาค่อยๆถูกลงมาอย่างต่อเนื่อง แต่หากจะกล่าวย้อนไปเมื่อประมาณ 20-30  ปีก่อนแล้ว หากใครสักคนหนึ่งติดเชื้อไวรัสชนิดนี้ขึ้นมา คงจะเป็นการยากที่จะสามารถมีโอกาสรอดชีวิตอยู่ได้ เนื่องจากยารักษาโรคเอดส์ในขณะนั้นมีราคาที่สูงลิบลิ่ว แถมยังไม่ใช่ทุกคนที่จะสามารถหาซื้อยาตัวนี้ได้ง่ายๆด้วย

ยาต้านไวรัสเอชไอวี

ภาพจาก : http://www.bdlive.co.za/national/health/2015/01/08/us-funding-for-hivaids-to-focus-on-specific-regions

และก็เป็นที่ทราบกันดีว่า ถึงแม้จะมียาที่แสนวิเศษแค่ไหน อย่างไรเสีย ผู้ป่วยโรคเอดส์ก็ยังไม่สามารถปฏิเสธความตายได้อยู่ดี เนื่องจากการติดเชื้อไวรัชเอชไอวียังไม่สามารถรักษาให้หายขาดได้ อย่างไรก็ตาม หากผู้ป่วยโรคเอดส์มีวินัยในการรับประทานยาต้านไวรัสเอชไอวีอย่างต่อเนื่อง มีการไปพบแพทย์ตามนัดหมายตลอดเวลา ปฏิบัติตามที่แพทย์แนะนำอยู่เสมอ รวมถึงอยู่ภายใต้การดูแลของแพทย์อย่างเคร่งครัด ก็ย่อมจะส่งผลให้ผู้ป่วยโรคเอดส์ผู้นั้น สามารถมีโอกาสต่อชีวิตให้ยืนยาวออกไปได้ และสามารถที่จะใช้ชีวิตได้ไม่แตกต่างอะไรกับคนปกติทั่วไปเลย

แต่ในอนาคตอันใกล้นี้ การรักษาโรคเอดส์อาจจะพัฒนามากไปกว่าที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน ผู้ป่วยอาจจะไม่ต้องกินยาต้านเชื้อไวรัสไปตลอดชีวิต หากสามารถตรวจพบเชื้อไวรัสชนิดนี้ได้เร็ว และได้รับการรักษาทันทีหลังจากได้หลังรับเชื้อเอชไอวีไม่เกิน 9 สัปดาห์ ซึ่งงานวิจัยที่เกี่ยวกับเรื่องดังกล่าวนี้ ได้มีการค้นพบแล้วว่า มีผู้ป่วยทั่วโลกกว่า 20 คน สามารถหายจากอาการเอดส์ที่เป็นอยู่นี้ได้จริง

อ่านเพิ่มเติม

ประโยชน์ 6 อย่าง ที่ได้จากการตรวจเอชไอวี

ทราบหรือไม่คะว่าในขณะนี้ ประเทศไทยเรามีผู้ติดเชื้อเอชไอวีแล้วประมาณ 500,000 คน ซึ่งในจำนวนที่กล่าวมานี้ มีผู้ติดเชื้อเพียงครึ่งหนึ่ง หรือประมาณ 250,000 รายเท่านั้นที่ทราบผลเลือด และเข้าสู่ระบบการรักษา ทั้งนี้ การทราบผลการตรวจเลือดอย่างรวดเร็ว และทันท่วงทีจะสามารถช่วยให้ผู้ที่ไม่ติดเชื้อเกิดความตระหนักในการป้องกันตนเอง ส่วนผู้ที่ติดเชื้อ เอชไอวี ก็จะป้องกันไม่ถ่ายทอดเชื้อไปให้ผู้อื่น ขณะเดียวกันจะได้รับการรักษาด้วยยาต้านไวรัสอย่างรวดเร็ว ซึ่งปัจจุบันผู้ที่สามารถมารับยารักษาอย่างรวดเร็วมีโอกาสหายขาดได้ค่ะ เราขอเป็นอีกหนึ่งเสียง สำหรับการรณรงค์ให้ทุกคนตรวจเอชไอวีกันนะคะ

ประโยชน์ 6 อย่าง ที่จะได้จากการตรวจเอชไอวี

ขอบคุณภาพจาก สายด่วนปรึกษาเอดส์และท้องไม่พร้อม 1663