คลังเก็บหมวดหมู่: สุขภาพทั่วไป

ความหวังใหม่ วัคซีน HIV กำจัดเอดส์ภายในปี 2030

การกำจัดโรคเอดส์ให้หมดไปภายในปี 2030 ตามเป้าหมายของสหประชาชาติ อาจจะฟังดูเป็นสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ แต่วิทยาการทางการแพทย์ในปัจจุบันได้ก้าวหน้าไปมาก จนทำให้ฝันนี้อาจเป็นจริงได้ โดยเฉพาะการผลิตวัคซีนป้องกัน HIV ที่ปีนี้เริ่มมีการทดลองในคนอย่างจริงจังแล้ว

หากจะมีอาวุธทางการแพทย์ใดที่เป็นความหวังสูงสุดในการป้องกันและควบคุมการระบาดของไวรัส HIV สิ่งนั้นก็คงจะเป็นวัคซีนต้าน HIV เพราะการป้องกันการติดเชื้อตั้งแต่ต้น ย่อมง่ายและมีประสิทธิภาพกว่าการรักษาโรค แต่ในช่วงหลายสิบปีที่โรคเอดส์แพร่ระบาด ยังไม่มีใครสามารถคิดค้นวัคซีนที่มีประสิทธิภาพพอในการป้องกันโรคร้ายแรงนี้ได้

ในปี 2009 ที่ผ่านมา มีการทดสอบวัคซีนต้านไวรัส HIV ในไทย ซึ่งได้ผลในการป้องกันโรคประมาณร้อยละ 31.2 ในช่วงเวลา 3 ปีครึ่งของการติดตามผลหลังการให้วัคซีน แม้จะได้ผลไม่เป็นที่น่าพอใจนัก แต่ก็ถือว่าเป็นความสำเร็จก้าวใหญ่ของการต่อสู้กับโรคเอดส์

อ่านเพิ่มเติม

มีตุ่มขึ้นตามตัว เราติดเชื้อ HIV หรือเปล่านะ?

ส่วนหนึ่งจากหลายๆ คำถาม ที่รวบรวมจาก facebook.com/TNPplus ของเครือข่ายผู้ติดเชื้อเอชไอวี/เอดส์ ประเทศไทย หรือหลายคนสงสัยและมีคำถามมากมาย เกี่ยวกับอาการต่างๆ โดยเฉพาะตุ่มที่ขึ้นตามตัว เช่น

“ผมมีตุ่มแดงๆ ขึ้นตามร่างกาย ใช่อาการของคนเป็นเอดส์หรือเปล่าครับ?”

“เพื่อนหนูเค้าท้องเสียค่ะ แล้วก็น้ำหนักลดลง ใช่อาการของเอดส์ไหม แล้วมันติดกันได้รึเปล่า?”

“อาทิตย์ก่อนผมไปตากแดดมา ผมรู้สึกว่าตัวดำขึ้น เกี่ยวกับเอชไอวีไหมครับ แล้วเป็นระยะไหนแล้ว?”

คำถามข้างต้น หรือ คำถามที่ใกล้เคียงนี้ เป็นอาการที่บอกถึงการติดเชื้อเอชไอวีหรือเปล่า วันนี้อยากจะให้ทุกคนมาทำความเข้าใจ “ถูก” ให้กับ “ความเข้าใจผิด” เรื่องเอชไอวีกันดีกว่าครับ

8-

การติดเชื้อเอชไอวีนั้น ( เชื้อเอชไอวีต่างกับเอดส์ อ่านเพิ่มเติมที่นี่ )  จะไม่มีอาการที่บอกถึงการติดเชื้อ อย่างชัดแจ้งเหมือนที่ว่ามา หรือไม่ได้ทำให้เราป่วยในทันที นั่นจึงเป็นที่มาของคำว่า “ดูไม่ออก บอกไม่ได้ว่าใครติดเชื้อ” เพราะแม้จะได้รับเชื้อเอชไอวีมาแล้ว แต่หากภูมิต้านทานในร่างกายของเรายังคงมีมากอยู่ เราก็จะมีร่างกายแข็งแรงเหมือนคนทั่วๆ ไป

ทั้งนี้ หากต้องการจะสังเกตอาการอาจต้องรอ ๗ – ๑๐ ปี ผู้ติดเชื้อฯ ถึงจะเริ่มมีอาการป่วยเอดส์ หรืออาการป่วยที่เกิดจากภาวะการติดเชื้อฯ ซึ่งระยะเวลาที่เริ่มป่วยขึ้นอยู่กับภูมิต้านทานของแต่ละคน แล้วก็จะมีอาการแตกต่างกันไปตามแต่โรคที่เป็น ซึ่งโรคเหล่านี้เรียกว่าโรคฉวยโอกาส มีด้วยกันหลายโรค อย่างอาการของโรคที่เรามักนึกถึงหรือเห็นภาพอยู่บ่อยๆ คือ อาการของตุ่มพีพีอี ที่มีลักษณะคล้ายตุ่มมดหรือยุงกัด ขึ้นตามตัว แขนขา แต่อาการนี้ไม่ใช่อาการที่ผู้ป่วยเอดส์ ทุกคนต้องเป็นเสมอไป และโรคหลายโรค คนที่ไม่มีเชื้อเอชไอวีก็สามารถเป็นได้ เช่น วัณโรคปอด งูสวัด เป็นต้น

ผู้ติดเชื้อฯ จะป่วยด้วยโรคฉวยโอกาสก็ต่อเมื่อรับเชื้อเอชไอวีมาระยะหนึ่ง จนทำให้ภูมิต้านทานถูกทำลายจนต่ำลง และไม่ได้รับการรักษา หรือเข้าถึงการรักษาช้า คือ มารักษาหลังจากที่ติดเชื้อฯ มานานหลายปีแล้ว

อย่างไรก็ตาม ถึงแม้ว่าจะป่วยแล้ว ทุกโรคฉวยโอกาสก็สามารถรักษาได้ อีกทั้งหลายๆ โรคก็มียากินป้องกันได้

นอกจากนี้ ยังมีการรักษาด้วยยาต้านไวรัสเอชไอวี ที่ทำหน้าที่ยับยั้งเชื้อเอชไอวีไม่ให้ไปทำลายภูมิคุ้มกันของเรา และเมื่อภูมิคุ้มกันไม่ถูกทำลาย โอกาสที่จะป่วยด้วยโรคฉวยโอกาสก็แทบจะไม่มี ทำให้ร่างกายของผู้ที่มีเชื้อฯ แข็งแรงเหมือนคนที่ไม่มีเชื้อฯ

และนี่ก็เป็นที่มาของคำว่า “เอดส์ รักษาได้” และ “ผู้ติดเชื้อเอชไอวี” ไม่ต่างจากคนทั่วๆ ไป เพราะพวกเขาไม่ได้มี “อาการ” ให้ต้องสังเกต เหมือนกับที่ “เอดส์” ไม่ได้มีระยะ อย่างที่หลายๆ คนกลัวหรือเข้าใจ เอดส์ไม่มีระยะ ๑,๒,๓ หรือระยะสุดท้าย มีแต่ ระยะ “ป่วยเอดส์” กับ “ติดเชื้อเอชไอวี” เท่านั้น ถ้าอยากจะรู้ว่าเรามีเชื้อเอชไอวีอยู่ในร่างกายหรือไม่ ทางเดียวที่จะรู้ได้ คือ ต้องตรวจเลือดหาเชื้อเอชไอวี

อ่านเพิ่มเติม

20 คำถามก่อนบริจาคเลือด

แม้ว่าการบริจาคเลือดจะทำให้ผู้บริจาครู้สึกติ อิ่มเอมใจที่ได้ทำกุศล เพราะได้แบ่งปันและช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน แต่ก็ใช่ว่าทุกๆ คนสามารถไปบริจาคเลือดได้ เพราะว่าการบริจาคเลือดนั้นคุณต้องเสียเลือดในร่างกายจำนวนไม่น้อย ซึ่งอาจส่งผลข้างเคียงต่อสุขภาพของคุณเองหลังบริจาคได้เหมือนกัน หรือในทางตรงกันข้ามหากว่าเลือดของคุณไม่สมบูรณ์และอาจมีเชื้อโรคก็อาจทำให้ผู้ที่ได้รับเลือดของคุณติดเชื้อที่อยู่ในเลือดของคุณตามไปด้วย แต่เมื่อมีความตั้งใจจะบริจาคแล้ว มีคำถาม 20 ข้อ ที่คุณต้องตอบตัวเองก่อนว่าสภาพร่างกายของคุณพร้อมแล้ว หรือเลือดของคุณพร้อมที่จะมอบเพื่อต่อชีวิตผู้อื่นได้อย่างปลอดภัยหรือไม่ ดังนี้

บริจาคเลือด

1. สุขภาพสมบูรณ์พร้อมที่จะบริจาคเลือด อายุระหว่าง 17-60 ปี

2. นอนหลับเพียงพอไม่น้อยกว่า 6 ชั่วโมง

3. มีอาการท้องเสีย ท้องร่วงภายใน 7 วันก่อนบริจาคเลือดหรือไม่ เพราะผู้บริจาคจะอ่อนแอรับประทานไป ส่วนผู้รับเลือดอาจได้รับเชื้อที่มากับเลือดได้ด้วย

4. ใน 3 เดือนที่ผ่านมา มีอาการน้ำหนักลดโดยไม่ทราบสาเหตุ ซึ่งอาจมีสาเหตุจากโรคเบาหวาน ธัยรอยด์เป็นพิษ เครียด วิตกกังวล ก็ไม่ควรบริจาคเลือด

5. ภายใน 3 วันก่อนบริจาคเลือด คุณรับประทานยาแอสไพริน ยาคลายกล้ามเนื้อ หรือยาแก้ปวดข้อหรือไม่ เพราะอาจทำให้มีเกล็ดเลือดผิดปกติได้ เลือดแข็งตัวช้า บวมช้ำง่าย เลือดที่บริจาคไปก็จะไม่มีคุณภาพ

อ่านเพิ่มเติม

หลากหลายคำถามที่คุณควรรู้เกี่ยวกับเอชไอวีและเอดส์

หลายคนมักเรียกผู้ติดเชื้อ HIV ว่า ติดเอดส์ ซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่ถูกต้อง ที่ถูกต้องคือ ติดเชื้อเอชไอวี สิ่งที่เราต้องทำความเข้าใจเป็นอันดับแรกคือเอดส์กับเอชไอวีต่างกันอย่างไร?

เอชไอวี คือ เชื้อไวรัส ที่เป็นสาเหตุนำไปสู่ โรคเอดส์ (AIDS) ส่วนใหญ่คนที่ติดเชื้อเอชไอวีมักไม่มีอาการป่วย

เอดส์ (AIDS) คือ ชื่อที่ใช้เรียกกลุ่มโรคที่เป็นผลมาจากเชื้อเอชไอวี โดยเชื้อเอชไอวีจะเข้าไปทำลายระบบภูมิคุ้มกันของร่างกาย ทำให้ร่างกายไม่สามารถต่อสู้กับเชื้อโรคแทรกซ้อนอื่นๆได้

โรคแทรกซ้อนจากเอดส์นั้น ไม่ได้หมายความว่าคุณจะต้องเสียชีวิตเพราะหลายๆ โรค เราก็สามารถอยู่และจัดการกับมันได้เช่นกัน ด้วยการรักษาและการทานยาต้านไวรัส จะทำให้ภูมิคุ้มกันของร่างกายแข็งแกร่งขึ้น

เอชไอวี

เชื้อเอชไอวีพบได้ที่ไหนบ้าง?
สารคัดหลั่งหรือน้ำทุกชนิดที่ออกจากร่างกายมีเชื้อเอชไอวีมากน้อยต่างกัน
ที่มีเชื้อปริมาณมาก : เลือด, น้ำจากช่องคลอด, ตกขาว, น้ำจากเลือดประจำเดือน, น้ำนมแม่
ที่มีเชื้อปริมาณน้อย : น้ำตา, น้ำลาย, น้ำมูก, เสมหะ
แทบจะไม่มีเชื้อ : อุจจาระ, ปัสสาวะ, เหงื่อ

ทำไมน้ำสารคัดหลั่งต่างๆจึงมีปริมาณไวรัสไม่เท่ากัน?

ไวรัสเอชไอวีชอบเม็ดเลือดขาวในกระแสเลือดเพื่อแบ่งตัวและเจริญเติบโต ดังนั้นน้ำสารคัดหลั่งใดที่มีเม็ดเลือดขาวหรือเลือดเข้าไปเกี่ยวข้องจึงมีไวรัสมาก เช่น เลือด, น้ำจากช่องคลอด, ตกขาว, ประจำเดือน, น้ำหนอง, ในทางตรงข้ามน้ำใดไม่มีเลือด หรือไม่มีเม็ดเลือดขาวปะปนก็จะมีปริมาณไวรัสเอชไอวีน้อย เช่น ปัสสาวะ, อุจจาระ และเหงื่อ เป็นต้น

เชื้อเอชไอวีอยู่นอกร่างกาย อยู่นานแค่ไหน?

เชื้อเอชไอวีร้ายก็จริงแต่ใจเสาะครับ ไม่สามารถทนต่อสภาวะแวดล้อมภายนอกได้ โดยทั่วไปมันจะอยู่ได้เป็นชั่วโมงหรือแค่ไม่เกินวัน ทั้งนี้อยู่ที่สิ่งแวดล้อม ถ้าถูกความร้อน ความแห้ง กรดด่างหรือแสงแดดก็ง่อยแล้ว แต่ถ้าได้ที่เหมาะสมๆ มีความชื้นดีๆ หรือห้องแอร์ที่เย็นจัด (ราวๆ 20 องศาเซลเซียส) ก็อยู่ได้ หลายวันแต่ไม่ถึงสัปดาห์

เชื้อเอชไอวีอยู่ในร่างกายสัตว์อื่นได้หรือไม่?

มีคนกับลิงบางชนิดเท่านั้นที่เชื้อเอชไอวีจะมีชีวิตอยู่ได้ เชื้อเอชไอวีไม่สามารถจะมีชีวิตอยู่ในสัตว์อื่น เช่น สุนัข,แมว,วัว,ควายหรือแม้แต่ยุง เชื้อก็จะตายภายในเวลาไม่นานนัก ดังนั้นยุงที่มาดูดเลือดคนมีเชื้อเอดส์ เชื้อก็จะตาย เชื้อในตัวยุงไม่สามารถติดต่อไปยังคนอื่นที่ถูกยุงกัดได้

อ่านเพิ่มเติม

เรื่องที่ควรเข้าใจ มีเชื้อ HIV ไม่ได้แปลว่าเป็นเอดส์

ความรู้เรื่องโรคเอดส์ที่หลายคนเข้าใจผิด รู้หรือไม่ว่า การมีเชื้อ HIV ไม่ได้แปลว่าเป็นเอดส์

กลายเป็นกระแสอย่างมาก ทั้งจากทางโซเชียลเน็ตเวิร์ก และทางสื่อต่างๆ ที่มีการออกมาเผยแพร่ข้อมูลว่า การมีเชื้อ HIV อยู่กับตัวไม่ได้แปลว่าเราจะเป็นเอดส์เสมอไป ซึ่งเป็นประเด็นที่ปลุกกระแสและทำให้สังคมต้องออกมามาปรับความเข้าใจอย่างมากเกี่ยวกับโรคเอดส์และเชื้อ HIV

ประเด็นสำคัญที่เราต้องทำความเข้าใจก่อนเลยคือ การมีเชื้อ HIV ในร่างกาย ก็เหมือนกับการที่ร่างกายของเรามีเชื้อไวรัสชนิดอื่น ๆ แปลกปลอมเข้ามา โดยเชื้อเอชไอวี จะตรงเข้าจู่โจมเซลล์เม็ดเลือดขาว ซึ่งมีหน้าที่สำคัญในการกำจัดเชื้อโรคและไวรัสที่เข้ามาในร่างกายของเรา เพื่อรักษาสุขภาพของเราไม่ให้เกิดอาการเจ็บป่วย

 

hiv

อ่านเพิ่มเติม

แพทย์ไทยทำได้โชว์ผลงานวิจัยเด็ดรักษา”เอดส์”หายขาด

เมื่อวันที่ 3-6 มีนาคม 2558 มีกระแสข่าวว่า  นักวิจัยจากประเทศไทยได้เผยแพร่ผลงานสร้างความฮือฮาให้แก่สมาชิกในที่ประชุมเป็นอย่างมาก เนื่องจากเป็นงานวิจัยเกี่ยวกับ การรักษาผู้ติดเชื้อเอชไอวีในระยะแรกให้มีโอกาสหายขาดได้ ในการประชุมแพทย์และนักวิจัยเกี่ยวกับโรคเอดส์และโรคติดเชื้อฉวยโอกาสระดับโลก หรือ “CROI 2013” (The Conference on Retroviruses and Opportunistic Infections) ณ เมืองแอตแลนตา รัฐจอร์เจีย สหรัฐอเมริกา

ศพญจินตนาถ-อนันต์วรณิชย์

โดย ศ.นพ.ประพันธ์ ภานุภาค ผอ.ศูนย์วิจัยโรคเอดส์ สภากาชาดไทย ระบุว่า การประชุมครั้งนี้มีการเสนองานวิจัยใหม่ๆ จากทั่วโลก แต่ที่ได้รับความสนใจมีผู้สอบถามข้อมูลมากสุด คือ งานวิจัยของแพทย์หญิงไทยเกี่ยวกับการทดลอง ตรวจเชื้อเอชไอวีแล้วพบในระยะเริ่มแรกไม่เกิน 1 อาทิตย์ หลังจากรับเชื้อแล้วให้กินยาสูตรเบื้องต้นทันที ผลปรากฏว่าแทบจะไม่พบเชื้อหลงเหลืออยู่ในร่างกายหรือพบบางส่วนที่น้อยมาก ถือว่าเป็นนิมิตหมายอันดีของผู้ติดเชื้อเอดส์รายใหม่

อ่านเพิ่มเติม

ทำอย่างไรเมื่อคนใกล้ตัวเป็น ‘เอดส์’

เป็นคำถามที่คาใจหลายคนเสมอมาว่า “หากเราจำเป็นต้องใช้ชีวิตร่วมกันกับผู้ป่วยโรคเอดส์ จะมีอะไรบ้างที่เราควรทำ หรือมีอะไรบ้างที่เราห้ามทำ เพื่อที่จะสามารถใช้ชีวิตอยู่กับพวกเขาได้อย่างมีความสุขมากที่สุด”

ต้องทำความเข้าใจก่อนว่า การป่วยเป็นโรคเอดส์นั้นมีหลายระยะ เพราะฉะนั้นผู้ป่วยโรคเอดส์ในระยะแรกๆที่ได้รับการรักษาตั้งแต่เริ่มรู้ตัวว่าได้รับเชื้อ จึงเป็นบุคคลที่ไม่แตกต่างอะไรก็บุคคลธรรมดาทั่วไปเลย เพียงแต่พวกเขาจำเป็นต้องได้รับยาต้านเชื้อไวรัสเอดส์อย่างสม่ำเสมอ และอยู่ภายใต้การดูแลของแพทย์เป็นระยะๆ เพื่อตรวจตราความปลอดภัยของร่างกายอย่างสม่ำเสมอ

เป็นเอดส์

ภาพจาก : http://swiftaudiology.com/patient-stories/

   ผู้ติดเชื้อเอชไอวีไม่ได้จะสามารถแพร่เชื้อสู่บุคคลอื่นๆได้ง่าย เพราะฉะนั้น การอาศัยอยู่ในบ้านหลังเดียวกัน หยอกล้อเล่นกัน รับประทานอาหารร่วมโต๊ะกัน ใช้อุปกรณ์หรือเครื่องใช้ในบ้านร่วมกัน หรือแม้แต่การนอนบนเตียงเดียวกัน ก็ไม่ได้เป็นการทำให้เชื้อโรคแพร่กระจายออกไปแต่อย่างใด หากคุณไม่ได้มีเพศสัมพันธ์อย่างไม่ปลอดภัยร่วมกัน เพราะฉะนั้น จึงวางใจได้เลยว่าการพูดคุยหรือทำกิจกรรมต่างๆร่วมกับผู้ป่วยเอดส์ ไม่ได้เป็นอันตรายร้ายแรงต่อคุณอย่างแน่นอน ในทางกลับกัน ยังมีผลให้ผู้ป่วยเอดส์คนนั้นๆ รู้สึกดีขึ้นมาเสียอีกที่มีคนมาดูแลเอาใจใส่ และไม่รู้สึกรังเกียจในโรคที่พวกเขาเป็น การที่ผู้ติดเชื้อมีกำลังใจเช่นนี้ ย่อมช่วยต่อลมหายใจให้เขาสามารถใช้ชีวิตอยู่บนโลกมนุษย์ได้นานมากไปกว่าเดิม

อ่านเพิ่มเติม

อย่ากลัวที่จะตรวจเลือด ตรวจเอชไอวี

หากคุณเป็นคนหนึ่งที่มักจะมีเพศสัมพันธ์โดยไม่ได้ป้องกันหรือไม่ได้สวมถุงยางอนามัย  หรือมีการใช้เข็มฉีดยาเสพติดร่วมกับผู้อื่นอยู่บ่อยครั้ง ให้คุณรู้ตัวไว้เลยว่า คุณคือบุคคลผู้เสี่ยงต่อการติดเชื้อเอชไอวีเป็นอย่างมาก เพราะการกระทำดังกล่าวเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้เชื้อไวรัชเอชไอวีถ่ายทอดจากคนหนึ่งสู่อีกคนหนึ่งได้

รู้หรือไม่ว่า ทุกๆปีมีคนไทยติดเชื้อเอชไอวีใหม่เพิ่มขึ้นปีละเกือบ 20,000 ราย ซึ่งการจะตรวจสอบว่าคุณคือหนึ่งในบุคคลนั้นๆหรือไม่ สามารถทำได้โดยวิธีการทางวิทยาศาสตร์ ที่เรียกว่า “การตรวจเลือด” นั่นเอง

ตรวจเลือด

 

ภาพจาก : http://www.caribbean360.com/news/barbados_news/late-stage-hivaids-diagnoses-worries-barbados-authorities

หลายคนเกรงกลัวกับการพิสูจน์ความจริงที่ว่านี้ หรือคิดว่าตัวเองน่าจะเป็นผู้โชคดีที่คงไม่ติดเชื้อโรคร้ายนี้ชนิดนี้หรอก แม้ว่าจะมีพฤติกรรมที่สุ่มเสี่ยงต่อการติดเชื้อตามที่ได้กล่าวมาข้างต้นก็ตาม บางคนคิดว่าตนเองเป็นบุคคลที่แข็งแรงและออกกำลังกายอยู่เสมอ จนคิดว่าเชื้อไวรัสชนิดนี้ไม่น่าจะสามารถเล่นงานอะไรต่อตนเองได้ ประกอบกับไม่ได้พบอาการผิดปกติแต่อย่างใด จึงไม่ยอมที่จะไปตรวจเลือดตามที่มีผู้แนะนำ

และด้วยความประมาทที่ว่านี้ จึงทำให้จำนวนผู้ติดเชื้อเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องทุกปี เพราะการที่คุณไม่ได้ตรวจเลือดตั้งแต่ช่วงต้นๆของการติดเชื้อ จะยิ่งทำให้อาการป่วยนี้รุนแรงมากขึ้นหากพบว่าในร่างกายมีเชื้อเอชไอวีในระยะหลังๆ และการรักษาก็จะทวีความยุ่งยากมากขึ้นด้วย นอกจากนี้ อาจมีอาการป่วยที่เกิดขึ้นมาแบบกระทันหัน  จนทำให้มีโอกาสที่จะเสียชีวิตได้สูงด้วย

            ทีนี้ เรามาดูกันดีกว่าว่า จะต้องตรวจเชื้อแบบใดถึงจะทำให้รู้ว่า “คุณนั้นมีสิทธิติดเชื้อเอชไอวีหรือไม่

อ่านเพิ่มเติม

โรคเอดส์…รู้ไวรักษาได้ทัน

อย่างที่รู้กันดีว่าเอดส์” เป็นโรคร้ายที่เกิดจากเชื้อไวรัส ที่เข้าไปทำลายระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายและทำให้ร่างกายเกิดความเสี่ยงต่อการติดเชื้อฉวยโอกาส และเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้ผู้ป่วยโรคเอดส์เสียชีวิตหรือถึงแก่ความตาย การตรวจวินิจฉัยโรคเอดส์จึงจำเป็นต้องทำด้วยความละเอียดถี่ถ้วน และมีมาตรฐานที่เป็นไปในทางเดียวกัน เพื่อให้ผู้ป่วยโลกเอดส์ทุกคนได้รับการรักษาและเยียวยาอาการป่วยอย่างถูกวิธี ดังนั้น องค์การอนามัยโลกจึงได้นิยามวิธีการในการวินิจฉัยโรคเอดส์ขึ้นมาใหม่ ทั้งนี้ก็เพื่อสื่อสารความเข้าใจให้ตรงกัน และทำให้เกิดประโยชน์ในการวินิจฉัย และการรักษาโรคร้ายชนิดนี้ให้ได้มากที่สุดนั่นเอง

หลักเกณฑ์ในการวินิจฉัยผู้ที่ติดเชื้อเอชไอวีหรือผู้ป่วยโรคเอดส์ ที่มีอายุตั้งแต่ 18 ปีขึ้นไป จะใช้หลักเกณฑ์ในการตรวจโรคโดยการ  ตรวจ ‘ภูมิ antibody ที่ต่อต้านเชื้อโรคเอดส์’ ซึ่งจะต้องพบถึง 2 ครั้ง ด้วยวิธีการที่แตกต่างกัน เพื่อยืนยันผลความถูกต้อง หรืออาจทำโดยการตรวจ ‘เชื้อโรคเอดส์ในเลือด (HIV-RNA or HIV-DNA)’ และจำเป็นต้องมีการยืนยันผลอีกครั้งเช่นกัน แต่สำหรับในกรณีที่เป็นเด็ก ที่มีอายุน้อยกว่า 18 ปี การวินิจฉัยโรคเอดส์จะใช้เพียงแค่การตรวจ ‘เชื้อโรคเอดส์ในเลือด (HIV-RNA or HIV-DNA)’ ซึ่งมีการตรวจยืนยันผลอีกครั้งเท่านั้น และจะไม่ใช้วิธีการตรวจ ‘ภูมิ antibody ที่ต่อต้านเชื้อโรคเอดส์’ มาใช้เป็นเครื่องมือยืนยันการวินิจฉัยโรคชนิดนี้

รักษาเอดส์

ภาพจาก : http://abcnews.go.com/Health/uk-doctor-id-hiv-diabetes/story?id=23349162

          สำหรับการวินิจฉัย ‘Primary infection’ ของโรคเอดส์ ได้รับคำนิยามจากองค์กรควบคุมโรคติดต่อของประเทศอเมริกา (CDC)ไว้ดังต่อไปนี้ กล่าวคือPrimary infectionเป็นการติดเชื้อโรคเอดส์ที่เกิดขึ้นในทารก เด็ก หรือผู้ใหญ่ ซึ่งอาจจะมีหรือไม่มีอาการในกลุ่ม acute retroviral syndrome เช่น มีไข้หลังจากได้รับเชื้อเป็นเวลา 2-4 สัปดาห์ ต่อมน้ำเหลืองโต เจ็บคอ มีแผลที่ปากหรืออวัยวะเพศ เยื่อหุ้มสมองอักเสบ และพบการติดเชื้อฉวยโอกาส แต่ที่สำคัญก็คือ การตรวจพบภูมิ antibody ต่อโรคเอดส์หรือตรวจพบเชื้อโรคเอดส์(HIV-RNA or HIV-DNA) โดยที่ตรวจไม่พบภูมิ

อ่านเพิ่มเติม

คุณรู้จัก ‘เอดส์’ ดีแค่ไหน

คุณรู้จัก ‘เอดส์’ ดีแค่ไหน?

“เอดส์เป็นโรคร้ายแรง ใครเป็นโรคนี้ก็ต้องตายลูกเดียว”

“พวกสำส่อนทางเพศเท่านั้นละที่จะติดโรคอันตรายอย่างนี้”

“เอดส์เป็นโรคภูมิคุ้มกันร่างกายบกพร่อง ใครไม่ดูแลตัวเองดีๆ ก็มีสิทธิตายก่อน”

ไม่ว่าคุณจะรู้จักเอดส์ในแง่มุมไหนก็ตาม คุณอาจจะยังไม่ได้รู้จักมันดีพอในทุกแง่ทุกมุมก็ได้ วันนี้เราจะมาศึกษาถึงโรคร้ายชนิดนี้กัน  ว่าความเป็นจริงแล้วมันร้ายกาจ ‘อย่างที่เราคิด’ หรือร้ายกาจ ‘กว่าที่เราคิด’มากเพียงใด ถ้าพร้อมแล้วตามมาดูไปพร้อมๆกันตอนนี้เลยค่ะ
เอดส์ หรือ AIDS (Acquired Immune Deficiency Syndrome) คือ กลุ่มอาการภูมิคุ้มกันเสื่อม หรือเป็นกลุ่มอาการของโรคที่เกิดขึ้นจากการติดเชื้อไวรัสชนิดหนึ่งที่ชื่อว่า “HIV (Human Immunodeficiency Virus)” ซึ่งเชื้อไวรัสตัวดังกล่าวนี้จะเข้าไปทำลายเม็ดเลือดขาวชนิดที่เรียกว่า CD4 ซึ่งเดิมทีจะเป็นเซลล์เม็ดเลือดที่คอยทำหน้าที่สั่งให้ระบบภูมิคุ้มกันร่างกายต่อสู้กับเชื้อโรคต่างๆ  เพื่อสร้างภูมิคุ้มกันโรคให้แก่ร่างกาย และเมื่อเซลล์เม็ดเลือดขาวชนิด CD4 ถูกทำลายลงไป จนมีจำนวนต่ำกว่า 200 เซลล์ ก็จะส่งผลให้ร่างกายไม่สามารถต่อสู้กับเชื้อโรคต่างๆได้อีกต่อไป  จึงส่งผลให้ร่างกายติดเชื้อโรคต่างๆ ได้ง่ายขึ้นไม่ว่าจะเป็น เชื้อวัณโรคในปอด เชื้อปอดบวม เชื้อไข้หวัดใหญ่ เกิดเยื่อหุ้มสมองอักเสบจากเชื้อรา หรือเป็นมะเร็งบางชนิด ซึ่งทั้งหมดล้วนแต่เป็นหนทางที่นำมาสู่สาเหตุของการเสียชีวิตในที่สุด

รู้จักเอดส์

ภาพจาก : http://yourbusinesstrader.com/usa-pharmacy/uk166.html

            เมื่อร่างกายได้รับเชื้อโรคเข้าไปแล้ว เป็นปกติที่ร่างกายของคนเราจะพยายามต่อสู้กับเชื้อโรคเหล่านั้นด้วยการสร้างแอนติบอดีขึ้นมา เชื้อเอชไอวีก็เช่นกัน ทำให้เมื่อเรามีการตรวจร่างกายของคนเหล่านี้ ก็มักจะพบแอนติบอดีที่ร่างกายสร้างขึ้นมาต่อสู้กับเชื้อโรคในปริมาณมาก ซึ่งการมีแอนติบอดีในปริมาณมาก ก็แสดงว่าร่างกายของเราได้รับเชื้อเอชไอวีเข้าไปแล้ว หรืออาจเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า  “มีเลือดบวก (HIV-Positive)” นั่นเอง
แต่ก็ไม่ใช่ว่าทุกคนที่สัมผัสกับเชื้อเอชไอวี จำเป็นจะต้องติดเชื้อชนิดนี้เสมอไป เพราะก็ต้องขึ้นอยู่กับปริมาณเชื้อที่ได้รับ และภูมิต้านทานของผู้สัมผัสในขณะนั้นๆด้วย ซึ่งหากเมื่อใดที่ร่างกายได้รับเชื้อเข้าไปในช่วงเวลาที่กำลังอ่อนแอ  เชื้อเอชไอวีนี้ก็จะค่อยๆคืบคลานข้าไปทำลายระบบภูมิคุ้มกันของเราทีละน้อยๆ ซึ่งจะส่งผลให้ร่างกายอ่อนแอลงเรื่อยๆ  เมื่อมีเชื้อไวรัส เชื้อรา และแบคทีเรียแปลกๆเข้ามาในร่างกาย เราก็จะเกิดอาการเจ็บป่วยได้เร็วกว่าปกติ เนื่องจากภูมิคุ้มกันที่ร่างกายเคยมี ถูกทำลายหมดสิ้นไปแล้วนั่นเอง และเมื่อภูมิคุ้มกันของร่างกายถูกทำลายลงอย่างเสียหายย่อยยับ ก็จะเกิดเป็น ‘โรคเอดส์’ ขึ้นมาในที่สุด

อ่านเพิ่มเติม