แพทย์ไทยทำได้โชว์ผลงานวิจัยเด็ดรักษา”เอดส์”หายขาด

เมื่อวันที่ 3-6 มีนาคม 2558 มีกระแสข่าวว่า  นักวิจัยจากประเทศไทยได้เผยแพร่ผลงานสร้างความฮือฮาให้แก่สมาชิกในที่ประชุมเป็นอย่างมาก เนื่องจากเป็นงานวิจัยเกี่ยวกับ การรักษาผู้ติดเชื้อเอชไอวีในระยะแรกให้มีโอกาสหายขาดได้ ในการประชุมแพทย์และนักวิจัยเกี่ยวกับโรคเอดส์และโรคติดเชื้อฉวยโอกาสระดับโลก หรือ “CROI 2013” (The Conference on Retroviruses and Opportunistic Infections) ณ เมืองแอตแลนตา รัฐจอร์เจีย สหรัฐอเมริกา

ศพญจินตนาถ-อนันต์วรณิชย์

โดย ศ.นพ.ประพันธ์ ภานุภาค ผอ.ศูนย์วิจัยโรคเอดส์ สภากาชาดไทย ระบุว่า การประชุมครั้งนี้มีการเสนองานวิจัยใหม่ๆ จากทั่วโลก แต่ที่ได้รับความสนใจมีผู้สอบถามข้อมูลมากสุด คือ งานวิจัยของแพทย์หญิงไทยเกี่ยวกับการทดลอง ตรวจเชื้อเอชไอวีแล้วพบในระยะเริ่มแรกไม่เกิน 1 อาทิตย์ หลังจากรับเชื้อแล้วให้กินยาสูตรเบื้องต้นทันที ผลปรากฏว่าแทบจะไม่พบเชื้อหลงเหลืออยู่ในร่างกายหรือพบบางส่วนที่น้อยมาก ถือว่าเป็นนิมิตหมายอันดีของผู้ติดเชื้อเอดส์รายใหม่

อ่านเพิ่มเติม

ทำอย่างไรเมื่อคนใกล้ตัวเป็น ‘เอดส์’

เป็นคำถามที่คาใจหลายคนเสมอมาว่า “หากเราจำเป็นต้องใช้ชีวิตร่วมกันกับผู้ป่วยโรคเอดส์ จะมีอะไรบ้างที่เราควรทำ หรือมีอะไรบ้างที่เราห้ามทำ เพื่อที่จะสามารถใช้ชีวิตอยู่กับพวกเขาได้อย่างมีความสุขมากที่สุด”

ต้องทำความเข้าใจก่อนว่า การป่วยเป็นโรคเอดส์นั้นมีหลายระยะ เพราะฉะนั้นผู้ป่วยโรคเอดส์ในระยะแรกๆที่ได้รับการรักษาตั้งแต่เริ่มรู้ตัวว่าได้รับเชื้อ จึงเป็นบุคคลที่ไม่แตกต่างอะไรก็บุคคลธรรมดาทั่วไปเลย เพียงแต่พวกเขาจำเป็นต้องได้รับยาต้านเชื้อไวรัสเอดส์อย่างสม่ำเสมอ และอยู่ภายใต้การดูแลของแพทย์เป็นระยะๆ เพื่อตรวจตราความปลอดภัยของร่างกายอย่างสม่ำเสมอ

เป็นเอดส์

ภาพจาก : http://swiftaudiology.com/patient-stories/

   ผู้ติดเชื้อเอชไอวีไม่ได้จะสามารถแพร่เชื้อสู่บุคคลอื่นๆได้ง่าย เพราะฉะนั้น การอาศัยอยู่ในบ้านหลังเดียวกัน หยอกล้อเล่นกัน รับประทานอาหารร่วมโต๊ะกัน ใช้อุปกรณ์หรือเครื่องใช้ในบ้านร่วมกัน หรือแม้แต่การนอนบนเตียงเดียวกัน ก็ไม่ได้เป็นการทำให้เชื้อโรคแพร่กระจายออกไปแต่อย่างใด หากคุณไม่ได้มีเพศสัมพันธ์อย่างไม่ปลอดภัยร่วมกัน เพราะฉะนั้น จึงวางใจได้เลยว่าการพูดคุยหรือทำกิจกรรมต่างๆร่วมกับผู้ป่วยเอดส์ ไม่ได้เป็นอันตรายร้ายแรงต่อคุณอย่างแน่นอน ในทางกลับกัน ยังมีผลให้ผู้ป่วยเอดส์คนนั้นๆ รู้สึกดีขึ้นมาเสียอีกที่มีคนมาดูแลเอาใจใส่ และไม่รู้สึกรังเกียจในโรคที่พวกเขาเป็น การที่ผู้ติดเชื้อมีกำลังใจเช่นนี้ ย่อมช่วยต่อลมหายใจให้เขาสามารถใช้ชีวิตอยู่บนโลกมนุษย์ได้นานมากไปกว่าเดิม

อ่านเพิ่มเติม

สิงคโปร์ยกเลิกกฎห้ามผู้ติดเชื้อ HIV เข้าประเทศ

เป็นข่าวที่น่ายินดีสำหรับท่านที่ชื่นชอบการท่องเที่ยว เพราะตอนนี้ประเทศสิงคโปร์ได้ทำการประกาศยกเลิกกฎห้ามผู้ติดเชื้อเอชไอวีเข้าประเทศเรียบร้อยแล้ว หลังจากใช้มานานกว่า 20 ปี แต่ยังคงจำกัดให้ผู้ติดเชื้อสามารถอยู่ในประเทศได้สูงสุด 3 เดือนเท่านั้น

โดยเมื่อวันที่ 31 ส.ค. 2558 กระทรวงสาธารณสุขแห่งสิงคโปร์ เปิดเผยว่า กฎห้ามผู้ติดเชื้อเอชไอวีเข้าประเทศถูกยกเลิกไปตั้งแต่วันที่ 1 เม.ย. ทำให้ตอนนี้มีผู้ติดเชื้อเอชไอวีอยู่ในประเทศมากกว่า 5,000 คน และสามารถเข้าถึงการรักษาที่มีประสิทธิภาพ

100225072905466

อ่านเพิ่มเติม

อย่ากลัวที่จะตรวจเลือด ตรวจเอชไอวี

หากคุณเป็นคนหนึ่งที่มักจะมีเพศสัมพันธ์โดยไม่ได้ป้องกันหรือไม่ได้สวมถุงยางอนามัย  หรือมีการใช้เข็มฉีดยาเสพติดร่วมกับผู้อื่นอยู่บ่อยครั้ง ให้คุณรู้ตัวไว้เลยว่า คุณคือบุคคลผู้เสี่ยงต่อการติดเชื้อเอชไอวีเป็นอย่างมาก เพราะการกระทำดังกล่าวเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้เชื้อไวรัชเอชไอวีถ่ายทอดจากคนหนึ่งสู่อีกคนหนึ่งได้

รู้หรือไม่ว่า ทุกๆปีมีคนไทยติดเชื้อเอชไอวีใหม่เพิ่มขึ้นปีละเกือบ 20,000 ราย ซึ่งการจะตรวจสอบว่าคุณคือหนึ่งในบุคคลนั้นๆหรือไม่ สามารถทำได้โดยวิธีการทางวิทยาศาสตร์ ที่เรียกว่า “การตรวจเลือด” นั่นเอง

ตรวจเลือด

 

ภาพจาก : http://www.caribbean360.com/news/barbados_news/late-stage-hivaids-diagnoses-worries-barbados-authorities

หลายคนเกรงกลัวกับการพิสูจน์ความจริงที่ว่านี้ หรือคิดว่าตัวเองน่าจะเป็นผู้โชคดีที่คงไม่ติดเชื้อโรคร้ายนี้ชนิดนี้หรอก แม้ว่าจะมีพฤติกรรมที่สุ่มเสี่ยงต่อการติดเชื้อตามที่ได้กล่าวมาข้างต้นก็ตาม บางคนคิดว่าตนเองเป็นบุคคลที่แข็งแรงและออกกำลังกายอยู่เสมอ จนคิดว่าเชื้อไวรัสชนิดนี้ไม่น่าจะสามารถเล่นงานอะไรต่อตนเองได้ ประกอบกับไม่ได้พบอาการผิดปกติแต่อย่างใด จึงไม่ยอมที่จะไปตรวจเลือดตามที่มีผู้แนะนำ

และด้วยความประมาทที่ว่านี้ จึงทำให้จำนวนผู้ติดเชื้อเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องทุกปี เพราะการที่คุณไม่ได้ตรวจเลือดตั้งแต่ช่วงต้นๆของการติดเชื้อ จะยิ่งทำให้อาการป่วยนี้รุนแรงมากขึ้นหากพบว่าในร่างกายมีเชื้อเอชไอวีในระยะหลังๆ และการรักษาก็จะทวีความยุ่งยากมากขึ้นด้วย นอกจากนี้ อาจมีอาการป่วยที่เกิดขึ้นมาแบบกระทันหัน  จนทำให้มีโอกาสที่จะเสียชีวิตได้สูงด้วย

            ทีนี้ เรามาดูกันดีกว่าว่า จะต้องตรวจเชื้อแบบใดถึงจะทำให้รู้ว่า “คุณนั้นมีสิทธิติดเชื้อเอชไอวีหรือไม่

อ่านเพิ่มเติม

โรคเอดส์…รู้ไวรักษาได้ทัน

อย่างที่รู้กันดีว่าเอดส์” เป็นโรคร้ายที่เกิดจากเชื้อไวรัส ที่เข้าไปทำลายระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายและทำให้ร่างกายเกิดความเสี่ยงต่อการติดเชื้อฉวยโอกาส และเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้ผู้ป่วยโรคเอดส์เสียชีวิตหรือถึงแก่ความตาย การตรวจวินิจฉัยโรคเอดส์จึงจำเป็นต้องทำด้วยความละเอียดถี่ถ้วน และมีมาตรฐานที่เป็นไปในทางเดียวกัน เพื่อให้ผู้ป่วยโลกเอดส์ทุกคนได้รับการรักษาและเยียวยาอาการป่วยอย่างถูกวิธี ดังนั้น องค์การอนามัยโลกจึงได้นิยามวิธีการในการวินิจฉัยโรคเอดส์ขึ้นมาใหม่ ทั้งนี้ก็เพื่อสื่อสารความเข้าใจให้ตรงกัน และทำให้เกิดประโยชน์ในการวินิจฉัย และการรักษาโรคร้ายชนิดนี้ให้ได้มากที่สุดนั่นเอง

หลักเกณฑ์ในการวินิจฉัยผู้ที่ติดเชื้อเอชไอวีหรือผู้ป่วยโรคเอดส์ ที่มีอายุตั้งแต่ 18 ปีขึ้นไป จะใช้หลักเกณฑ์ในการตรวจโรคโดยการ  ตรวจ ‘ภูมิ antibody ที่ต่อต้านเชื้อโรคเอดส์’ ซึ่งจะต้องพบถึง 2 ครั้ง ด้วยวิธีการที่แตกต่างกัน เพื่อยืนยันผลความถูกต้อง หรืออาจทำโดยการตรวจ ‘เชื้อโรคเอดส์ในเลือด (HIV-RNA or HIV-DNA)’ และจำเป็นต้องมีการยืนยันผลอีกครั้งเช่นกัน แต่สำหรับในกรณีที่เป็นเด็ก ที่มีอายุน้อยกว่า 18 ปี การวินิจฉัยโรคเอดส์จะใช้เพียงแค่การตรวจ ‘เชื้อโรคเอดส์ในเลือด (HIV-RNA or HIV-DNA)’ ซึ่งมีการตรวจยืนยันผลอีกครั้งเท่านั้น และจะไม่ใช้วิธีการตรวจ ‘ภูมิ antibody ที่ต่อต้านเชื้อโรคเอดส์’ มาใช้เป็นเครื่องมือยืนยันการวินิจฉัยโรคชนิดนี้

รักษาเอดส์

ภาพจาก : http://abcnews.go.com/Health/uk-doctor-id-hiv-diabetes/story?id=23349162

          สำหรับการวินิจฉัย ‘Primary infection’ ของโรคเอดส์ ได้รับคำนิยามจากองค์กรควบคุมโรคติดต่อของประเทศอเมริกา (CDC)ไว้ดังต่อไปนี้ กล่าวคือPrimary infectionเป็นการติดเชื้อโรคเอดส์ที่เกิดขึ้นในทารก เด็ก หรือผู้ใหญ่ ซึ่งอาจจะมีหรือไม่มีอาการในกลุ่ม acute retroviral syndrome เช่น มีไข้หลังจากได้รับเชื้อเป็นเวลา 2-4 สัปดาห์ ต่อมน้ำเหลืองโต เจ็บคอ มีแผลที่ปากหรืออวัยวะเพศ เยื่อหุ้มสมองอักเสบ และพบการติดเชื้อฉวยโอกาส แต่ที่สำคัญก็คือ การตรวจพบภูมิ antibody ต่อโรคเอดส์หรือตรวจพบเชื้อโรคเอดส์(HIV-RNA or HIV-DNA) โดยที่ตรวจไม่พบภูมิ

อ่านเพิ่มเติม

คุณรู้จัก ‘เอดส์’ ดีแค่ไหน

คุณรู้จัก ‘เอดส์’ ดีแค่ไหน?

“เอดส์เป็นโรคร้ายแรง ใครเป็นโรคนี้ก็ต้องตายลูกเดียว”

“พวกสำส่อนทางเพศเท่านั้นละที่จะติดโรคอันตรายอย่างนี้”

“เอดส์เป็นโรคภูมิคุ้มกันร่างกายบกพร่อง ใครไม่ดูแลตัวเองดีๆ ก็มีสิทธิตายก่อน”

ไม่ว่าคุณจะรู้จักเอดส์ในแง่มุมไหนก็ตาม คุณอาจจะยังไม่ได้รู้จักมันดีพอในทุกแง่ทุกมุมก็ได้ วันนี้เราจะมาศึกษาถึงโรคร้ายชนิดนี้กัน  ว่าความเป็นจริงแล้วมันร้ายกาจ ‘อย่างที่เราคิด’ หรือร้ายกาจ ‘กว่าที่เราคิด’มากเพียงใด ถ้าพร้อมแล้วตามมาดูไปพร้อมๆกันตอนนี้เลยค่ะ
เอดส์ หรือ AIDS (Acquired Immune Deficiency Syndrome) คือ กลุ่มอาการภูมิคุ้มกันเสื่อม หรือเป็นกลุ่มอาการของโรคที่เกิดขึ้นจากการติดเชื้อไวรัสชนิดหนึ่งที่ชื่อว่า “HIV (Human Immunodeficiency Virus)” ซึ่งเชื้อไวรัสตัวดังกล่าวนี้จะเข้าไปทำลายเม็ดเลือดขาวชนิดที่เรียกว่า CD4 ซึ่งเดิมทีจะเป็นเซลล์เม็ดเลือดที่คอยทำหน้าที่สั่งให้ระบบภูมิคุ้มกันร่างกายต่อสู้กับเชื้อโรคต่างๆ  เพื่อสร้างภูมิคุ้มกันโรคให้แก่ร่างกาย และเมื่อเซลล์เม็ดเลือดขาวชนิด CD4 ถูกทำลายลงไป จนมีจำนวนต่ำกว่า 200 เซลล์ ก็จะส่งผลให้ร่างกายไม่สามารถต่อสู้กับเชื้อโรคต่างๆได้อีกต่อไป  จึงส่งผลให้ร่างกายติดเชื้อโรคต่างๆ ได้ง่ายขึ้นไม่ว่าจะเป็น เชื้อวัณโรคในปอด เชื้อปอดบวม เชื้อไข้หวัดใหญ่ เกิดเยื่อหุ้มสมองอักเสบจากเชื้อรา หรือเป็นมะเร็งบางชนิด ซึ่งทั้งหมดล้วนแต่เป็นหนทางที่นำมาสู่สาเหตุของการเสียชีวิตในที่สุด

รู้จักเอดส์

ภาพจาก : http://yourbusinesstrader.com/usa-pharmacy/uk166.html

            เมื่อร่างกายได้รับเชื้อโรคเข้าไปแล้ว เป็นปกติที่ร่างกายของคนเราจะพยายามต่อสู้กับเชื้อโรคเหล่านั้นด้วยการสร้างแอนติบอดีขึ้นมา เชื้อเอชไอวีก็เช่นกัน ทำให้เมื่อเรามีการตรวจร่างกายของคนเหล่านี้ ก็มักจะพบแอนติบอดีที่ร่างกายสร้างขึ้นมาต่อสู้กับเชื้อโรคในปริมาณมาก ซึ่งการมีแอนติบอดีในปริมาณมาก ก็แสดงว่าร่างกายของเราได้รับเชื้อเอชไอวีเข้าไปแล้ว หรืออาจเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า  “มีเลือดบวก (HIV-Positive)” นั่นเอง
แต่ก็ไม่ใช่ว่าทุกคนที่สัมผัสกับเชื้อเอชไอวี จำเป็นจะต้องติดเชื้อชนิดนี้เสมอไป เพราะก็ต้องขึ้นอยู่กับปริมาณเชื้อที่ได้รับ และภูมิต้านทานของผู้สัมผัสในขณะนั้นๆด้วย ซึ่งหากเมื่อใดที่ร่างกายได้รับเชื้อเข้าไปในช่วงเวลาที่กำลังอ่อนแอ  เชื้อเอชไอวีนี้ก็จะค่อยๆคืบคลานข้าไปทำลายระบบภูมิคุ้มกันของเราทีละน้อยๆ ซึ่งจะส่งผลให้ร่างกายอ่อนแอลงเรื่อยๆ  เมื่อมีเชื้อไวรัส เชื้อรา และแบคทีเรียแปลกๆเข้ามาในร่างกาย เราก็จะเกิดอาการเจ็บป่วยได้เร็วกว่าปกติ เนื่องจากภูมิคุ้มกันที่ร่างกายเคยมี ถูกทำลายหมดสิ้นไปแล้วนั่นเอง และเมื่อภูมิคุ้มกันของร่างกายถูกทำลายลงอย่างเสียหายย่อยยับ ก็จะเกิดเป็น ‘โรคเอดส์’ ขึ้นมาในที่สุด

อ่านเพิ่มเติม

มีทางไหนหรือไม่ที่จะทำให้หายเป็น ‘เอดส์’

แต่ก่อนเราจำเป็นต้องยอมรับกับความจริงที่ว่า “เอดส์ไม่มีทางรักษาให้หายขาดได้” ทำได้แต่เพียงกินยาเพื่อคุมอาการไปเรื่อยๆ หากอยากจะมีชีวิตอยู่ได้นานๆ ก็ต้องพยายามทานยาอย่างสม่ำเสมอ รับประทานอาหารที่มีคุณค่าทางโภชนาการ  รักษาสุขภาพให้แข็งแรง พักผ่อนให้เพียงพอ  หรือทำจิตใจให้ผ่องใส ซึ่งถ้าหากสามารถทำได้ตามที่กล่าวมานี้ คุณก็อาจจะมีชีวิตที่ยืนยาวมากกว่าคนที่ไม่ได้ป่วยเป็นโรคเอดส์ด้วยซ้ำ แต่สักวันหนึ่งคุณก็ต้องจบชีวิตลงเพราะเชื้อไวรัสตัวนี้อยู่ดี อย่างไรก็ตาม ด้วยความทันสมัยและวิทยาการทางการแพทย์ที่ก้าวไกลของโลก ทำให้ความเชื่อเดิมๆกำลังจะถูกลบล้างออกไป เพราะในปัจจุบัน แพทย์สามารถรักษาโรคเอดส์ให้หายขาดได้แล้ว หากคุณรู้ทัน และรักษามันได้อย่างดีเพียงพอ

วิทยาการความรู้เรื่องโรคเอดส์มีการพัฒนาอย่างก้าวหน้ามากยิ่งขึ้น ยาต้านไวรัสเอชไอวีตัวแรกถูกคิดค้นขึ้นมาได้ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2530 และในปีต่อๆมา ก็มีนักวิทยาศาสตร์หลายต่อหลายคนได้พยายามคิดค้นยาต้านไวรัสเอชไอวีหรือยาที่จะช่วยหยุดการเจริญเติบโตของเชื้อเอชไอวีออกมามากมายกว่า 30 ชนิด ทำให้ผู้ป่วยโรคเอดส์ในปัจจุบันสามารถจับต้องยาเหล่านี้ได้โดยง่าย เนื่องจากราคาของยาค่อยๆถูกลงมาอย่างต่อเนื่อง แต่หากจะกล่าวย้อนไปเมื่อประมาณ 20-30  ปีก่อนแล้ว หากใครสักคนหนึ่งติดเชื้อไวรัสชนิดนี้ขึ้นมา คงจะเป็นการยากที่จะสามารถมีโอกาสรอดชีวิตอยู่ได้ เนื่องจากยารักษาโรคเอดส์ในขณะนั้นมีราคาที่สูงลิบลิ่ว แถมยังไม่ใช่ทุกคนที่จะสามารถหาซื้อยาตัวนี้ได้ง่ายๆด้วย

ยาต้านไวรัสเอชไอวี

ภาพจาก : http://www.bdlive.co.za/national/health/2015/01/08/us-funding-for-hivaids-to-focus-on-specific-regions

และก็เป็นที่ทราบกันดีว่า ถึงแม้จะมียาที่แสนวิเศษแค่ไหน อย่างไรเสีย ผู้ป่วยโรคเอดส์ก็ยังไม่สามารถปฏิเสธความตายได้อยู่ดี เนื่องจากการติดเชื้อไวรัชเอชไอวียังไม่สามารถรักษาให้หายขาดได้ อย่างไรก็ตาม หากผู้ป่วยโรคเอดส์มีวินัยในการรับประทานยาต้านไวรัสเอชไอวีอย่างต่อเนื่อง มีการไปพบแพทย์ตามนัดหมายตลอดเวลา ปฏิบัติตามที่แพทย์แนะนำอยู่เสมอ รวมถึงอยู่ภายใต้การดูแลของแพทย์อย่างเคร่งครัด ก็ย่อมจะส่งผลให้ผู้ป่วยโรคเอดส์ผู้นั้น สามารถมีโอกาสต่อชีวิตให้ยืนยาวออกไปได้ และสามารถที่จะใช้ชีวิตได้ไม่แตกต่างอะไรกับคนปกติทั่วไปเลย

แต่ในอนาคตอันใกล้นี้ การรักษาโรคเอดส์อาจจะพัฒนามากไปกว่าที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน ผู้ป่วยอาจจะไม่ต้องกินยาต้านเชื้อไวรัสไปตลอดชีวิต หากสามารถตรวจพบเชื้อไวรัสชนิดนี้ได้เร็ว และได้รับการรักษาทันทีหลังจากได้หลังรับเชื้อเอชไอวีไม่เกิน 9 สัปดาห์ ซึ่งงานวิจัยที่เกี่ยวกับเรื่องดังกล่าวนี้ ได้มีการค้นพบแล้วว่า มีผู้ป่วยทั่วโลกกว่า 20 คน สามารถหายจากอาการเอดส์ที่เป็นอยู่นี้ได้จริง

อ่านเพิ่มเติม

เอชไอวี รู้ไว้ ป้องกันได้

โรคเอดส์ ไม่ใช่โรคที่จะถ่ายทอดเชื้อโรคจากคนหนึ่งสู่คนหนึ่งได้ง่ายๆ  กระบวนการในการถ่ายทอดเชื้อโรคจะต้องผ่านขั้นตอนการมีเพศสัมพันธ์ หรือการรับเชื้อทางกระแสเลือดเพียงเท่านั้น อย่างไรก็ตาม ยังมีอีกหลายคนที่ยังไม่รู้ว่าการกระทำอะไรบ้างที่จะมีผลทำให้คุณเป็นหนึ่งในผู้ติดเชื้อเอดส์ วันนี้เราจะมาไขข้อข้องใจกันค่ะ

การเรียนรู้วิธีในการป้องกันตัวเองไม่ให้ได้รับเชื้อเอดส์ ไม่ใช่ที่เรื่องไกลตัวอีกต่อไป เพราะทุกวันที่เราใช้ชีวิตอยู่บนโลก และพบเจอกับบุคคลอื่นๆมากมาย เราไม่อาจรับรู้ได้ว่า คนที่เดินสวนทางกับเรามีเชื้อ HIV อยู่ในร่างกายหรือไม่ เพราะวิทยาการทางการแพทย์ในสมัยนี้ สามารถปกปิดอาการป่วยจากโรคเอดส์ได้เป็นอย่างดี เพราะฉะนั้น จะเป็นการดีกว่า ถ้าเรารู้จักการป้องกันตัวเองด้วยวิธีการที่ถูกต้อง เพื่อความปลอดภัยในชีวิตของตัวคุณเอง

โรคเอดส์ภาพจาก : http://www.healthcareasia.org/2012/a-cure-for-aids-in-sight/

   วันนี้เราจะมาเรียนรู้กันว่า อะไรบ้างที่จะส่งผลให้เกิดการติดเชื้อ HIV หรือ อะไรบ้างที่ควรทำเพื่อป้องกันไม่ให้ติดเชื้อวายร้ายตัวนี้

อ่านเพิ่มเติม

ประโยชน์ 6 อย่าง ที่ได้จากการตรวจเอชไอวี

ทราบหรือไม่คะว่าในขณะนี้ ประเทศไทยเรามีผู้ติดเชื้อเอชไอวีแล้วประมาณ 500,000 คน ซึ่งในจำนวนที่กล่าวมานี้ มีผู้ติดเชื้อเพียงครึ่งหนึ่ง หรือประมาณ 250,000 รายเท่านั้นที่ทราบผลเลือด และเข้าสู่ระบบการรักษา ทั้งนี้ การทราบผลการตรวจเลือดอย่างรวดเร็ว และทันท่วงทีจะสามารถช่วยให้ผู้ที่ไม่ติดเชื้อเกิดความตระหนักในการป้องกันตนเอง ส่วนผู้ที่ติดเชื้อ เอชไอวี ก็จะป้องกันไม่ถ่ายทอดเชื้อไปให้ผู้อื่น ขณะเดียวกันจะได้รับการรักษาด้วยยาต้านไวรัสอย่างรวดเร็ว ซึ่งปัจจุบันผู้ที่สามารถมารับยารักษาอย่างรวดเร็วมีโอกาสหายขาดได้ค่ะ เราขอเป็นอีกหนึ่งเสียง สำหรับการรณรงค์ให้ทุกคนตรวจเอชไอวีกันนะคะ

ประโยชน์ 6 อย่าง ที่จะได้จากการตรวจเอชไอวี

ขอบคุณภาพจาก สายด่วนปรึกษาเอดส์และท้องไม่พร้อม 1663

การตรวจ แนท (NAT) คืออะไร

แนท หรือ NAT มาจากชื่อเต็มในภาษาอังกฤษ คือ  Nucleic Acid Amplification Testing เป็นการตรวจหาเชื้อเอชไอวีแบบใหม่ล่าสุดที่มีความไวกว่าวิธีการตรวจหาเชื้อแบบเดิม คือ แอนติ-เอชไอวี โดยสามารถตรวจได้อย่างรวดเร็ว ปลอดภัย ที่สำคัญ มีความแม่นยำมากทีเดียว โดยที่ผู้มีความเสี่ยง ไม่จำเป็นต้องรอนานเหมือนการตรวจเอชไอวีแบบที่ผ่านๆ มาก

การตรวจ แนท ถือว่าเป็นทางเลือกใหม่สำหรับผู้ที่มีความเสี่ยงทุกคน และถือเป็นนวัตกรรมที่ก้าวหน้าและเร็วที่สุดที่มีอยู่ในเวลานี้ โดยจะมีการทำงานในการตรวจเพื่อหาตัวเชื้อเอชไอวีโดยตรง ผู้ที่มีความสี่ยงไม่จำเป็นต้องรอเพื่อตรวจหา แอนติ-เอชไอวี อีกต่อไป โดยสามารถไปตรวจได้ทันทีหลังได้รับความเสี่ยงมา ย่นระยะเวลาในการตรวจเอชไอวีได้รวดเร็วยิ่งขึ้นมาก

nat_test

การตรวจ แนท (NAT) คืออะไร

  สำหรับวิธีการตรวจหาเชื้อเอชไอวีที่ผ่านมา จะเป็นวิธีการตรวจหาแอนติบอดี โดยจะเป็นการตรวจหาการสร้างภูมิคุ้มกันต่อเชื้อของร่างกาย ทำให้วิธีนี้ต้องรอให้ร่างกายของเราใช้เวลาระยะหนึ่งในการตรวจหาเชื้อไวรัส แล้วจึงสร้างภูมิคุ้มกันเพื่อต่อสู้กับเชื้อ ซึ่งจะมีช่วงเวลาที่เราไม่สามารถหาแอนติบอดี้ได้ (ตรวจไม่พบ ผลตรวจเป็นลบนั่นเอง) ช่วงเวลานี้เราเรียกว่า ระยะฟักตัว หรือ (Window Period) ซึ่งผลตรวจแม้จะเป็นลบ แต่ร่างกายเราได้รับเชื้อและสามารถแพร่เชื้อได้แล้ว

จากสาเหตุดังกล่าว “NAT” จึงทำให้ผู้ที่มีความเสี่ยง สามารถรู้ผลได้รวดเร็ว ไม่ต้องรอ หรือมีความกังวลระหว่างที่รอ และเมื่อรู้ผลได้อย่างรวดเร็ว ก็สามารถดูแลตัวเองได้เร็ว ทั้งยังสามารถยับยั้งการแพร่กระจายของเชื้อไปสู่ผู้อื่นได้อย่างทันท่วงที เพราะ “แนท” รวดเร็ว และ แม่นยำ กว่าการตรวจแบบทั่วไปที่ตรวจหาแอนติบอดีที่ต้องใช้เวลารอหลังเสี่ยง 2 – 12 สัปดาห์ เพื่อให้การตรวจมีความแม่นยำยิ่งขึ้น

เราสามารถตรวจเอชไอวีด้วยตัวเองที่บ้านได้ ด้วยชุดตรวจมาตรฐาน สนใจ คลิ๊ก!!!

ขอบคุณรูปภาพจาก wsaoams3.wordpress.com