ตรวจเอชไอวี ตรวจเลือด ชุดตรวจเอดส์ การดูแลร่างการและใช้ชีวิตในสังคม

ชุดตรวจเลือด ตรวจเอชไอวีด้วยตัวเองที่บ้าน


เรื่องเด่น

ประโยชน์ 6 อย่าง ที่ได้จากการตรวจเอชไอวี

ทราบหรือไม่คะว่าในขณะนี้ ประเทศไทยเรามีผู้ติดเชื้อเอชไอวีแล้วประมาณ 500,000 คน ซึ่งในจำนวนที่กล่าวมานี้ มีผู้ติดเชื้อเพียงครึ่งหนึ่ง หรือประมาณ 250,000 รายเท่านั้นที่ทราบผลเลือด และเข้าสู่ระบบการรักษา ทั้งนี้ การทราบผลการตรวจเลือดอย่างรวดเร็ว และทันท่วงทีจะสามารถช่วยให้ผู้ที่ไม่ติดเชื้อเกิดความตระหนักในการป้องกันตนเอง ส่วนผู้ที่ติดเชื้อ เอชไอวี ก็จะป้องกันไม่ถ่ายทอดเชื้อไปให้ผู้อื่น ขณะเดียวกันจะได้รับการรักษาด้วยยาต้านไวรัสอย่างรวดเร็ว ซึ่งปัจจุบันผู้ที่สามารถมารับยารักษาอย่างรวดเร็วมีโอกาสหายขาดได้ค่ะ เราขอเป็นอีกหนึ่งเสียง สำหรับการรณรงค์ให้ทุกคนตรวจเอชไอวีกันนะคะ

ประโยชน์ 6 อย่าง ที่จะได้จากการตรวจเอชไอวี

ขอบคุณภาพจาก สายด่วนปรึกษาเอดส์และท้องไม่พร้อม 1663

คิดยารักษาเอดส์สำเร็จ! สร้างภูมิต้านทานให้ผู้ป่วย

อย่างที่เรารู้กันดีอยู่แล้วว่าโรคเอดดส์เป็นโรคที่คร่าชีวิตประชากรนับร้อยล้านคน ซึ่งเกิดจากเพศสัมพันธ์สำส่อนและการขาดการป้องกันที่ถูกต้อง ล่าสุดมีข่าวที่น่าสนใจของคนทั่วไป เมื่อทีมนักวิจัยในสหรัฐฯ ได้พัฒนายาบำบัดเชื้อเอชไอวีด้วย Monoclonal Antibody ที่ช่วยกำจัดเชื้อไวรัสเอชไอวีได้อย่างมีประสิทธิภาพ และที่สำคัญ บาตัวนี้ได้ผ่านการทดสอบขั้นแรกแล้วในสหรัฐแล้ว

ผู้สื่อข่าวสำนักข่าววีโอเอภาคภาษาไทยกรุงวอชิงตัน รายงานว่า การบำบัดเชื้อเอชไอวี ด้วยโมโนโคลนัล แอนติบอดี้ที่เรียกว่า VRCO1 เป็นการบำบัดแอนติบอดี้แบบใหม่ที่ พัฒนาขึ้นจากความก้าวหน้าด้านชีววิศวกรรมการแพทย์ สารโมโนโคลนอล แอนติบอดี้ (monoclonal antibody) มีลักษณะที่คล้ายกับแอนติบอดี้ที่สร้างขึ้นโดยระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายคนเรา ซึ่งเป็นโปรตีนที่ ทำหน้าที่ทำลายเชื้อโรคที่เข้าสู่ร่างกาย แต่ยาโมโนโคลนอล แอนติบอดี้ จะมีตัวแอนติบอดี้ที่ต่างกันไป โดยทีมนักวิทยาศาสตร์ออกแบบให้ทำหน้าที่ ในการทำลายเชื้อโรคใดเชื้อโรคหนึ่งในเป้าหมายเท่านั้น

044-660x330

ปัจจุบัน สารโมโนโคลนอล แอนติบอดี้ รวมไปถึงยาต่างๆ ที่ออกแบบให้ไปกดระบบภูมิคุ้มกัน ในผู้ป่วยที่เป็นโรคแพ้ภูมิคุ้มกันตัวเอง ตลอดจนยาที่ช่วยกระตุ้นให้ระบบภูมิต้านทานร่างกาย ตามธรรมชาติเข้มเเข็งขึ้นเพื่อต่อสู้กับมะเร็ง ในขณะที่การใช้ยาสารโมโนโคลนอล แอนติบอดี้เหล่านี้ อาจจะไม่ช่วยให้ผู้ป่วยหายจากโรคเสมอไป แต่ในหลายๆ กรณีก็มีผลให้พัฒนาการของโรคเกิดช้าลง

อ่านเพิ่มเติม

วัคซีนป้องกันโรคเอดส์กำลังจะถูกทดสอบในมนุษย์เป็นครั้งแรก

ดอกเตอร์โรเบิร์ต แกลโล (Robert Gallo) นักวิจัยชีวการแพทย์ผู้ซึ่งนำทีมวิจัยศึกษาสาเหตุของโรคเอดส์ ในปี 1984  เขามีชื่อเสียงจากการค้นพบว่าไวรัส HIV เป็นสาเหตุหลักของโรคระบาดที่ทำให้อ่อนกำลังอย่างเอดส์ จนถึงปัจจุบันนี้ ยังไม่มีวิธีการจัดการกับไวรัส HIV อย่างไรก็ตาม หลังจาก 30 ปีของการค้นพบนั้น ดอกเตอร์แกลโลก็ยังไม่ได้หยุดการค้นคว้าวิจัยที่จะต่อสู้กับไวรัสตัวนี้ ปัจจุบันนี้เขาเป็นถึงผู้อำนวยการสถาบันวิจัยไวรัสวิทยามนุษย์ (IHV) และเขากำลังจะเริ่มการทดสอบทางคลินิกครั้งแรกสำหรับวัคซีนโรคเอดส์ซึ่งเป็นโครงการที่วิจัยมากว่า 15 ปีแล้ว

การแสวงหาวัคซีนที่จะต่อสู้กับไวรัส HIV และโรคเอดส์นั้นมีมานานกว่าสิบปีแล้ว วัคซีนประกอบไปด้วยจุลินทรีย์ซึ่งติดเชื้อได้ในรูปถูกทำให้อ่อนแอลงหรือโปรตีนบนพื้นผิวของจุลินทรีย์เหล่านั้น วัคซีนได้กลายมาเป็นอาวุธที่มีประสิทภาพสูงมากที่สุดในการต่อสู้กับเชื้อแบคทีเรียและโรคที่เกิดจากไวรัสมากมาย โรคฝีดาษได้ถูกกำจัดออกจากโลกใบนี้ด้วยการค้นพบของวัคซีนซึ่งได้ช่วยกว่าล้านชีวิตในตอนนั้น อย่างไรก็ตามเชื้อไวรัส HIV ยังคงไม่มีวัคซีนไหนที่สามารถต่อสู้ได้

171044057

photo credit: Sean Locke Photography/Shutterstock.

ตอนนี้สถาบันวิจัย IHV ในเมืองบอลติมอร์ รัฐแมรี่แลนด์ กำลังหวังว่าการทดลองทดสอบวัคซีนครั้งนี้จะสำเร็จ ระบบภูมิคุ้มกันมนุษย์ดูเหมือนจะไม่สามารถต่อสู้กับการติดเชื้อจากไวรัส HIV ได้ ดังนั้นจึงยังไม่เคยมีใครหายจากการติดเชื้อนี้เลย ยกเว้น หนึ่งเคสในอดีต  เป็นอะไรที่ท้าทายมากในการคิดค้นวัคซีนนี้ เนื่องจากว่าไวรัส HIV มีความสามารถในการกลายพันธุ์ได้อย่างรวดเร็วและหลบหนีจากระบบภูมิคุ้มกันได้

อ่านเพิ่มเติม

หลากหลายคำถามที่คุณควรรู้เกี่ยวกับเอชไอวีและเอดส์

หลายคนมักเรียกผู้ติดเชื้อ HIV ว่า ติดเอดส์ ซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่ถูกต้อง ที่ถูกต้องคือ ติดเชื้อเอชไอวี สิ่งที่เราต้องทำความเข้าใจเป็นอันดับแรกคือเอดส์กับเอชไอวีต่างกันอย่างไร?

เอชไอวี คือ เชื้อไวรัส ที่เป็นสาเหตุนำไปสู่ โรคเอดส์ (AIDS) ส่วนใหญ่คนที่ติดเชื้อเอชไอวีมักไม่มีอาการป่วย

เอดส์ (AIDS) คือ ชื่อที่ใช้เรียกกลุ่มโรคที่เป็นผลมาจากเชื้อเอชไอวี โดยเชื้อเอชไอวีจะเข้าไปทำลายระบบภูมิคุ้มกันของร่างกาย ทำให้ร่างกายไม่สามารถต่อสู้กับเชื้อโรคแทรกซ้อนอื่นๆได้

โรคแทรกซ้อนจากเอดส์นั้น ไม่ได้หมายความว่าคุณจะต้องเสียชีวิตเพราะหลายๆ โรค เราก็สามารถอยู่และจัดการกับมันได้เช่นกัน ด้วยการรักษาและการทานยาต้านไวรัส จะทำให้ภูมิคุ้มกันของร่างกายแข็งแกร่งขึ้น

เอชไอวี

เชื้อเอชไอวีพบได้ที่ไหนบ้าง?
สารคัดหลั่งหรือน้ำทุกชนิดที่ออกจากร่างกายมีเชื้อเอชไอวีมากน้อยต่างกัน
ที่มีเชื้อปริมาณมาก : เลือด, น้ำจากช่องคลอด, ตกขาว, น้ำจากเลือดประจำเดือน, น้ำนมแม่
ที่มีเชื้อปริมาณน้อย : น้ำตา, น้ำลาย, น้ำมูก, เสมหะ
แทบจะไม่มีเชื้อ : อุจจาระ, ปัสสาวะ, เหงื่อ

ทำไมน้ำสารคัดหลั่งต่างๆจึงมีปริมาณไวรัสไม่เท่ากัน?

ไวรัสเอชไอวีชอบเม็ดเลือดขาวในกระแสเลือดเพื่อแบ่งตัวและเจริญเติบโต ดังนั้นน้ำสารคัดหลั่งใดที่มีเม็ดเลือดขาวหรือเลือดเข้าไปเกี่ยวข้องจึงมีไวรัสมาก เช่น เลือด, น้ำจากช่องคลอด, ตกขาว, ประจำเดือน, น้ำหนอง, ในทางตรงข้ามน้ำใดไม่มีเลือด หรือไม่มีเม็ดเลือดขาวปะปนก็จะมีปริมาณไวรัสเอชไอวีน้อย เช่น ปัสสาวะ, อุจจาระ และเหงื่อ เป็นต้น

เชื้อเอชไอวีอยู่นอกร่างกาย อยู่นานแค่ไหน?

เชื้อเอชไอวีร้ายก็จริงแต่ใจเสาะครับ ไม่สามารถทนต่อสภาวะแวดล้อมภายนอกได้ โดยทั่วไปมันจะอยู่ได้เป็นชั่วโมงหรือแค่ไม่เกินวัน ทั้งนี้อยู่ที่สิ่งแวดล้อม ถ้าถูกความร้อน ความแห้ง กรดด่างหรือแสงแดดก็ง่อยแล้ว แต่ถ้าได้ที่เหมาะสมๆ มีความชื้นดีๆ หรือห้องแอร์ที่เย็นจัด (ราวๆ 20 องศาเซลเซียส) ก็อยู่ได้ หลายวันแต่ไม่ถึงสัปดาห์

เชื้อเอชไอวีอยู่ในร่างกายสัตว์อื่นได้หรือไม่?

มีคนกับลิงบางชนิดเท่านั้นที่เชื้อเอชไอวีจะมีชีวิตอยู่ได้ เชื้อเอชไอวีไม่สามารถจะมีชีวิตอยู่ในสัตว์อื่น เช่น สุนัข,แมว,วัว,ควายหรือแม้แต่ยุง เชื้อก็จะตายภายในเวลาไม่นานนัก ดังนั้นยุงที่มาดูดเลือดคนมีเชื้อเอดส์ เชื้อก็จะตาย เชื้อในตัวยุงไม่สามารถติดต่อไปยังคนอื่นที่ถูกยุงกัดได้

อ่านเพิ่มเติม

ภายใน 6 ปี โรคเอดส์กำลังจะหายขาดจากประวัติศาสตร์โลก?

ถือเป็นข่าวที่น่ายินดีสำหรับผู้ที่ติดเชื้อ HIV และสำหรับคนทั่วไป เพราะด้วยวิทยาการในปัจจุบันที่ล้ำหน้าขึ้นเรื่อยๆ ทำให้เราสามารถคิดค้นยาต้านและยารักษาที่มีประสิทธิภาพที่มากขึ้นด้วยเช่นกัน ส่งผลให้คนทั้งโลกมีความหวังมากขึ้นเรื่อยๆ สำหรับการต่อสู้กับโรคเอดส์ ซึ่งภายใน 6 ปีนับจากนี้ โรคเอดส์อาจจะหายขาดไปจากโลกเราก็เป็นได้

ตั้งแต่วันที่ 30 พ.ย. 2555 เรามีการคาดกันว่าจะมีผู้ติดเชื้อรายใหม่ปีละประมาณ 10,000 คน แต่ในขณะเดียวกันกลับมีผู้ติดเชื้อที่ได้รับยาต้านไวรัสเพียงแค่ประมาณ 2.5 แสนคน สาเหตุหลักๆ คือการติดเชื้อโดยที่ไม่รู้ตัว เนื่องจากขาดการตรวจเอชไอวีอย่างสม่ำเสมอ และแพร่เชื้อออกไปโดยไม่รู้ตัวจากการขาดการป้องกันที่ดี โดยเฉพาะการไม่สวมถุงยางอนามัย

รักษาเอชไอวี

อย่างไรก็ตาม ทุกคนล้วนเฝ้าฝันให้โลกปราศจากผู้ป่วยเอดส์ หวังว่าจะมียาต้าน ยารักษาให้หายขาดได้ หรืออย่างน้อย ก็ไม่อยากให้มีการระบาดของโรคเพิ่มขึ้นอีก หลายหน่วยงานทั้งภาครัฐ เอกชน หรือแม้แต่สถานศึกษาเอง ก็มีความพยายามอย่างเต็มที่ในการคิดยา ที่พอจะเป็นความหวังแก่ผู้ป่วย แต่จนขณะนี้ก็ยังอยู่ในกระบวนการของงานวิจัย ยังไม่ถึงขั้นตอนที่จะสามารถนำมาใช้ในเชิงพาณิชย์ได้สักที

อ่านเพิ่มเติม

เรื่องที่ควรเข้าใจ มีเชื้อ HIV ไม่ได้แปลว่าเป็นเอดส์

ความรู้เรื่องโรคเอดส์ที่หลายคนเข้าใจผิด รู้หรือไม่ว่า การมีเชื้อ HIV ไม่ได้แปลว่าเป็นเอดส์

กลายเป็นกระแสอย่างมาก ทั้งจากทางโซเชียลเน็ตเวิร์ก และทางสื่อต่างๆ ที่มีการออกมาเผยแพร่ข้อมูลว่า การมีเชื้อ HIV อยู่กับตัวไม่ได้แปลว่าเราจะเป็นเอดส์เสมอไป ซึ่งเป็นประเด็นที่ปลุกกระแสและทำให้สังคมต้องออกมามาปรับความเข้าใจอย่างมากเกี่ยวกับโรคเอดส์และเชื้อ HIV

ประเด็นสำคัญที่เราต้องทำความเข้าใจก่อนเลยคือ การมีเชื้อ HIV ในร่างกาย ก็เหมือนกับการที่ร่างกายของเรามีเชื้อไวรัสชนิดอื่น ๆ แปลกปลอมเข้ามา โดยเชื้อเอชไอวี จะตรงเข้าจู่โจมเซลล์เม็ดเลือดขาว ซึ่งมีหน้าที่สำคัญในการกำจัดเชื้อโรคและไวรัสที่เข้ามาในร่างกายของเรา เพื่อรักษาสุขภาพของเราไม่ให้เกิดอาการเจ็บป่วย

 

hiv

อ่านเพิ่มเติม

แพทย์ไทยทำได้โชว์ผลงานวิจัยเด็ดรักษา”เอดส์”หายขาด

เมื่อวันที่ 3-6 มีนาคม 2558 มีกระแสข่าวว่า  นักวิจัยจากประเทศไทยได้เผยแพร่ผลงานสร้างความฮือฮาให้แก่สมาชิกในที่ประชุมเป็นอย่างมาก เนื่องจากเป็นงานวิจัยเกี่ยวกับ การรักษาผู้ติดเชื้อเอชไอวีในระยะแรกให้มีโอกาสหายขาดได้ ในการประชุมแพทย์และนักวิจัยเกี่ยวกับโรคเอดส์และโรคติดเชื้อฉวยโอกาสระดับโลก หรือ “CROI 2013” (The Conference on Retroviruses and Opportunistic Infections) ณ เมืองแอตแลนตา รัฐจอร์เจีย สหรัฐอเมริกา

ศพญจินตนาถ-อนันต์วรณิชย์

โดย ศ.นพ.ประพันธ์ ภานุภาค ผอ.ศูนย์วิจัยโรคเอดส์ สภากาชาดไทย ระบุว่า การประชุมครั้งนี้มีการเสนองานวิจัยใหม่ๆ จากทั่วโลก แต่ที่ได้รับความสนใจมีผู้สอบถามข้อมูลมากสุด คือ งานวิจัยของแพทย์หญิงไทยเกี่ยวกับการทดลอง ตรวจเชื้อเอชไอวีแล้วพบในระยะเริ่มแรกไม่เกิน 1 อาทิตย์ หลังจากรับเชื้อแล้วให้กินยาสูตรเบื้องต้นทันที ผลปรากฏว่าแทบจะไม่พบเชื้อหลงเหลืออยู่ในร่างกายหรือพบบางส่วนที่น้อยมาก ถือว่าเป็นนิมิตหมายอันดีของผู้ติดเชื้อเอดส์รายใหม่

อ่านเพิ่มเติม

ทำอย่างไรเมื่อคนใกล้ตัวเป็น ‘เอดส์’

เป็นคำถามที่คาใจหลายคนเสมอมาว่า “หากเราจำเป็นต้องใช้ชีวิตร่วมกันกับผู้ป่วยโรคเอดส์ จะมีอะไรบ้างที่เราควรทำ หรือมีอะไรบ้างที่เราห้ามทำ เพื่อที่จะสามารถใช้ชีวิตอยู่กับพวกเขาได้อย่างมีความสุขมากที่สุด”

ต้องทำความเข้าใจก่อนว่า การป่วยเป็นโรคเอดส์นั้นมีหลายระยะ เพราะฉะนั้นผู้ป่วยโรคเอดส์ในระยะแรกๆที่ได้รับการรักษาตั้งแต่เริ่มรู้ตัวว่าได้รับเชื้อ จึงเป็นบุคคลที่ไม่แตกต่างอะไรก็บุคคลธรรมดาทั่วไปเลย เพียงแต่พวกเขาจำเป็นต้องได้รับยาต้านเชื้อไวรัสเอดส์อย่างสม่ำเสมอ และอยู่ภายใต้การดูแลของแพทย์เป็นระยะๆ เพื่อตรวจตราความปลอดภัยของร่างกายอย่างสม่ำเสมอ

เป็นเอดส์

ภาพจาก : http://swiftaudiology.com/patient-stories/

   ผู้ติดเชื้อเอชไอวีไม่ได้จะสามารถแพร่เชื้อสู่บุคคลอื่นๆได้ง่าย เพราะฉะนั้น การอาศัยอยู่ในบ้านหลังเดียวกัน หยอกล้อเล่นกัน รับประทานอาหารร่วมโต๊ะกัน ใช้อุปกรณ์หรือเครื่องใช้ในบ้านร่วมกัน หรือแม้แต่การนอนบนเตียงเดียวกัน ก็ไม่ได้เป็นการทำให้เชื้อโรคแพร่กระจายออกไปแต่อย่างใด หากคุณไม่ได้มีเพศสัมพันธ์อย่างไม่ปลอดภัยร่วมกัน เพราะฉะนั้น จึงวางใจได้เลยว่าการพูดคุยหรือทำกิจกรรมต่างๆร่วมกับผู้ป่วยเอดส์ ไม่ได้เป็นอันตรายร้ายแรงต่อคุณอย่างแน่นอน ในทางกลับกัน ยังมีผลให้ผู้ป่วยเอดส์คนนั้นๆ รู้สึกดีขึ้นมาเสียอีกที่มีคนมาดูแลเอาใจใส่ และไม่รู้สึกรังเกียจในโรคที่พวกเขาเป็น การที่ผู้ติดเชื้อมีกำลังใจเช่นนี้ ย่อมช่วยต่อลมหายใจให้เขาสามารถใช้ชีวิตอยู่บนโลกมนุษย์ได้นานมากไปกว่าเดิม

อ่านเพิ่มเติม

สิงคโปร์ยกเลิกกฎห้ามผู้ติดเชื้อ HIV เข้าประเทศ

เป็นข่าวที่น่ายินดีสำหรับท่านที่ชื่นชอบการท่องเที่ยว เพราะตอนนี้ประเทศสิงคโปร์ได้ทำการประกาศยกเลิกกฎห้ามผู้ติดเชื้อเอชไอวีเข้าประเทศเรียบร้อยแล้ว หลังจากใช้มานานกว่า 20 ปี แต่ยังคงจำกัดให้ผู้ติดเชื้อสามารถอยู่ในประเทศได้สูงสุด 3 เดือนเท่านั้น

โดยเมื่อวันที่ 31 ส.ค. 2558 กระทรวงสาธารณสุขแห่งสิงคโปร์ เปิดเผยว่า กฎห้ามผู้ติดเชื้อเอชไอวีเข้าประเทศถูกยกเลิกไปตั้งแต่วันที่ 1 เม.ย. ทำให้ตอนนี้มีผู้ติดเชื้อเอชไอวีอยู่ในประเทศมากกว่า 5,000 คน และสามารถเข้าถึงการรักษาที่มีประสิทธิภาพ

100225072905466

อ่านเพิ่มเติม

อย่ากลัวที่จะตรวจเลือด ตรวจเอชไอวี

หากคุณเป็นคนหนึ่งที่มักจะมีเพศสัมพันธ์โดยไม่ได้ป้องกันหรือไม่ได้สวมถุงยางอนามัย  หรือมีการใช้เข็มฉีดยาเสพติดร่วมกับผู้อื่นอยู่บ่อยครั้ง ให้คุณรู้ตัวไว้เลยว่า คุณคือบุคคลผู้เสี่ยงต่อการติดเชื้อเอชไอวีเป็นอย่างมาก เพราะการกระทำดังกล่าวเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้เชื้อไวรัชเอชไอวีถ่ายทอดจากคนหนึ่งสู่อีกคนหนึ่งได้

รู้หรือไม่ว่า ทุกๆปีมีคนไทยติดเชื้อเอชไอวีใหม่เพิ่มขึ้นปีละเกือบ 20,000 ราย ซึ่งการจะตรวจสอบว่าคุณคือหนึ่งในบุคคลนั้นๆหรือไม่ สามารถทำได้โดยวิธีการทางวิทยาศาสตร์ ที่เรียกว่า “การตรวจเลือด” นั่นเอง

ตรวจเลือด

 

ภาพจาก : http://www.caribbean360.com/news/barbados_news/late-stage-hivaids-diagnoses-worries-barbados-authorities

หลายคนเกรงกลัวกับการพิสูจน์ความจริงที่ว่านี้ หรือคิดว่าตัวเองน่าจะเป็นผู้โชคดีที่คงไม่ติดเชื้อโรคร้ายนี้ชนิดนี้หรอก แม้ว่าจะมีพฤติกรรมที่สุ่มเสี่ยงต่อการติดเชื้อตามที่ได้กล่าวมาข้างต้นก็ตาม บางคนคิดว่าตนเองเป็นบุคคลที่แข็งแรงและออกกำลังกายอยู่เสมอ จนคิดว่าเชื้อไวรัสชนิดนี้ไม่น่าจะสามารถเล่นงานอะไรต่อตนเองได้ ประกอบกับไม่ได้พบอาการผิดปกติแต่อย่างใด จึงไม่ยอมที่จะไปตรวจเลือดตามที่มีผู้แนะนำ

และด้วยความประมาทที่ว่านี้ จึงทำให้จำนวนผู้ติดเชื้อเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องทุกปี เพราะการที่คุณไม่ได้ตรวจเลือดตั้งแต่ช่วงต้นๆของการติดเชื้อ จะยิ่งทำให้อาการป่วยนี้รุนแรงมากขึ้นหากพบว่าในร่างกายมีเชื้อเอชไอวีในระยะหลังๆ และการรักษาก็จะทวีความยุ่งยากมากขึ้นด้วย นอกจากนี้ อาจมีอาการป่วยที่เกิดขึ้นมาแบบกระทันหัน  จนทำให้มีโอกาสที่จะเสียชีวิตได้สูงด้วย

            ทีนี้ เรามาดูกันดีกว่าว่า จะต้องตรวจเชื้อแบบใดถึงจะทำให้รู้ว่า “คุณนั้นมีสิทธิติดเชื้อเอชไอวีหรือไม่

อ่านเพิ่มเติม

โรคเอดส์…รู้ไวรักษาได้ทัน

อย่างที่รู้กันดีว่าเอดส์” เป็นโรคร้ายที่เกิดจากเชื้อไวรัส ที่เข้าไปทำลายระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายและทำให้ร่างกายเกิดความเสี่ยงต่อการติดเชื้อฉวยโอกาส และเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้ผู้ป่วยโรคเอดส์เสียชีวิตหรือถึงแก่ความตาย การตรวจวินิจฉัยโรคเอดส์จึงจำเป็นต้องทำด้วยความละเอียดถี่ถ้วน และมีมาตรฐานที่เป็นไปในทางเดียวกัน เพื่อให้ผู้ป่วยโลกเอดส์ทุกคนได้รับการรักษาและเยียวยาอาการป่วยอย่างถูกวิธี ดังนั้น องค์การอนามัยโลกจึงได้นิยามวิธีการในการวินิจฉัยโรคเอดส์ขึ้นมาใหม่ ทั้งนี้ก็เพื่อสื่อสารความเข้าใจให้ตรงกัน และทำให้เกิดประโยชน์ในการวินิจฉัย และการรักษาโรคร้ายชนิดนี้ให้ได้มากที่สุดนั่นเอง

หลักเกณฑ์ในการวินิจฉัยผู้ที่ติดเชื้อเอชไอวีหรือผู้ป่วยโรคเอดส์ ที่มีอายุตั้งแต่ 18 ปีขึ้นไป จะใช้หลักเกณฑ์ในการตรวจโรคโดยการ  ตรวจ ‘ภูมิ antibody ที่ต่อต้านเชื้อโรคเอดส์’ ซึ่งจะต้องพบถึง 2 ครั้ง ด้วยวิธีการที่แตกต่างกัน เพื่อยืนยันผลความถูกต้อง หรืออาจทำโดยการตรวจ ‘เชื้อโรคเอดส์ในเลือด (HIV-RNA or HIV-DNA)’ และจำเป็นต้องมีการยืนยันผลอีกครั้งเช่นกัน แต่สำหรับในกรณีที่เป็นเด็ก ที่มีอายุน้อยกว่า 18 ปี การวินิจฉัยโรคเอดส์จะใช้เพียงแค่การตรวจ ‘เชื้อโรคเอดส์ในเลือด (HIV-RNA or HIV-DNA)’ ซึ่งมีการตรวจยืนยันผลอีกครั้งเท่านั้น และจะไม่ใช้วิธีการตรวจ ‘ภูมิ antibody ที่ต่อต้านเชื้อโรคเอดส์’ มาใช้เป็นเครื่องมือยืนยันการวินิจฉัยโรคชนิดนี้

รักษาเอดส์

ภาพจาก : http://abcnews.go.com/Health/uk-doctor-id-hiv-diabetes/story?id=23349162

          สำหรับการวินิจฉัย ‘Primary infection’ ของโรคเอดส์ ได้รับคำนิยามจากองค์กรควบคุมโรคติดต่อของประเทศอเมริกา (CDC)ไว้ดังต่อไปนี้ กล่าวคือPrimary infectionเป็นการติดเชื้อโรคเอดส์ที่เกิดขึ้นในทารก เด็ก หรือผู้ใหญ่ ซึ่งอาจจะมีหรือไม่มีอาการในกลุ่ม acute retroviral syndrome เช่น มีไข้หลังจากได้รับเชื้อเป็นเวลา 2-4 สัปดาห์ ต่อมน้ำเหลืองโต เจ็บคอ มีแผลที่ปากหรืออวัยวะเพศ เยื่อหุ้มสมองอักเสบ และพบการติดเชื้อฉวยโอกาส แต่ที่สำคัญก็คือ การตรวจพบภูมิ antibody ต่อโรคเอดส์หรือตรวจพบเชื้อโรคเอดส์(HIV-RNA or HIV-DNA) โดยที่ตรวจไม่พบภูมิ

อ่านเพิ่มเติม